
คิดให้ดีก่อนแก้หนี้
ความได้เปรียบของคนที่เป็นรัฐบาล ก็คือสามารถที่จะบันดาลโครงการเพื่อหาคะแนนนิยมจากประชาชนได้มากกว่าคู่แข่งทางการเมือง จึงไม่น่าแปลกใจที่รอบนี้จะเห็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ คิกออฟโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบอีกครั้ง
แผนโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบรอบสองของรัฐบาลนี้ น่าจะมาจากผลโพลของหลายสำนัก รวมทั้งของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่เปิดผลการสำรวจของประชาชนออกมาว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ แก้ไขหนี้และแก้ไขปัญหาปากท้องให้ หลังจากที่รัฐบาลทำโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบรอบแรกไปแล้ว 1.18 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกันกว่า 1.22 แสนล้านบาท ได้ลงทะเบียนเมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา โดยการโอนหนี้สินเข้าสู่ระบบของธนาคารรัฐและเสียดอกเบี้ยจากเดือนละ 20% เป็นเดือนละ 1%
ล่าสุด มียอดอนุมัติสินเชื่อลูกหนี้นอกระบบ ณ วันที่ 9 ส.ค. 2553 รวมแล้วเป็นจำนวนกว่า 3.61 แสนราย เป็นเงินกว่า 3.34 หมื่นล้านบาท แต่เสียงเรียกร้องที่ยังมีอยู่แสดงว่าประชาชนยังต้องการสิ่งนี้
ดังนั้น รัฐบาลจึงเข็นโครงการชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นคนชงเรื่องให้ โครงการแก้หนี้นอกระบบรอบ 2 เป็นการเดินหน้าทำแบบครบวงจรให้ความช่วยเหลือคนทุกกลุ่มที่เดือดร้อนรวมกว่า 2.3 ล้านคน คิดเป็นมูลหนี้รวม 1.6 ล้านล้านบาท เป็นการช่วยแบบฝนตกให้ทั่วฟ้า
ประกอบด้วย ลูกหนี้นอกระบบที่มีการขึ้นทะเบียนประชาชนไปแล้ว 1 ล้านคน มูลหนี้ร่วมกว่า 1 แสนล้านบาท หนี้สินของประชาชนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตของสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงินอีก 2 แสนคน มูลหนี้ร่วม 1 แสนล้านบาท
หนี้สินของกลุ่มเกษตรกรทั้งในส่วนของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ธ.ก.ส. อีกประมาณ 57 แสนคน มูลหนี้ร่วม 3.6 แสนล้านบาท
กลุ่มสุดท้ายคือการแก้หนี้สินของข้าราชการครูทั้งประเทศอีก 89 แสนคนแยกเป็นครูจำนวน 4 แสนคน ที่เป็นหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ทั่วประเทศ 87 แห่ง มูลหนี้ร่วม 7 แสนล้านบาท
หนี้กลุ่มข้าราชการครูที่กู้เงินจากโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) อีก 3 แสนคน มูลหนี้รวม 1.7 แสนล้านบาท
หนี้ข้าราชการครูที่กู้ยืมเงินในโครงการพัฒนาชีวิตครูอีก 6 หมื่นคน วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท หนี้ของกลุ่มครูที่กู้ยืมจากกองทุนหมุนเวียนอีก8,0009,000 คน มูลหนี้รวม 1,500 ล้านบาท
การแก้ไขหนี้เป็นระบบนี้ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องดี ที่จะให้โอกาสคนเริ่มต้นชีวิตใหม่และไม่ถูกโขกสับจากเจ้าหนี้นอกระบบให้บาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ
แต่การแก้ไขหนี้อย่างให้กันถ้วนหน้านี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงว่า หนี้ที่แก้ไขไปแล้วจะไม่กลับมาเป็นหนี้เสียอีก และที่จะเข้ามารับหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบก็คือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งหากเกิดหนี้เสียขึ้นมา รัฐบาลก็จะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาเพิ่มทุนล้างหนี้ให้
นอกจากนี้ รัฐควรจะพิจารณาให้ดี เพราะอาจจะไปก่อนิสัยเคยตัวให้กับคนบางกลุ่มที่ไม่มีวินัยในการใช้จ่าย และเป็นภาระกับผู้เสียภาษีทั้งประเทศ ที่จะต้องมารับภาระแทนในอนาคต หากรัฐบาลใช้เงินอย่างไม่มีวินัยและหว่านเงินเพื่อหวังคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว







