posttoday
เลือกตั้งสหรัฐเดิมพันสูง ฉุดศก.ช่วงสั้นครึ่งปีหลังชะงัก

เลือกตั้งสหรัฐเดิมพันสูง ฉุดศก.ช่วงสั้นครึ่งปีหลังชะงัก

02 สิงหาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ปิดฉากกันไปแล้วสำหรับการประชุมใหญ่พรรครีิพับลิกันและเดโมแครต ซึ่งเปิดทางไปสู่ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ระหว่างมหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ “โดนัล ทรัมป์” และอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่อยู่ในแวดวงการเมืองมากว่า 30 ปี “ฮิลลารี คลินตัน”

กรณีของสหรัฐนั้นยังมีความไม่แน่นอนสูงว่า ผลจะออกมาในทิศทางใด เนื่องจากคะแนนสนับสนุนของทั้งสองฝ่ายต่างออกมาสูสีเชือดเฉือนกันอยู่บ่อยครั้ง และยังมีชาวอเมริกันอีกจำนวนมากที่ไม่ชอบผู้สมัครทั้งสองรายนี้ จนยังไม่สามารถทำใจว่าจะเลือกใครได้

สัปดาห์ก่อนหน้าการประชุมใหญ่พรรคเดโมแครต ที่รัฐเพนซิลเวเนีย ทรัมป์มีคะแนนพุ่งขึ้นมานำฮิลลารี ที่ 44-39% เช่นเดียวกับโพลของรอยเตอร์สร่วมกับอิปซอส ที่ให้ทรัมป์นำอยู่ 39-37% ทว่าหลังการประชุมใหญ่ของเดโมแครตสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้เอง คะแนนเสียงของฮิลลารีก็กลับขึ้นมานำอีกครั้งที่ 49-41% จากโพลของซีเอ็นเอ็น โดยมีฐานเสียงจากกลุ่มผู้หญิงตีตื้นขึ้นมาได้มากที่สุด

แม้นโยบายหลายอย่างของทรัมป์จะดูเข้าทางพูดเอามัน มากกว่าจะจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังไม่สมเหตุสมผลในด้านผลประโยชน์การเมืองระหว่างประเทศนัก ทว่าอะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อชาวอเมริกันจำนวนมากต่างเบื่อหน่ายการจมปลักกับภาวะเศรษฐกิจมานานหลายปี ซ้ำยังต้องหวาดหวั่นกับภัยก่อการร้ายบ่อยครั้งในบ้าน

การลงประชามติของสหราชอาณาจักรเพื่อออกจากสหภาพยุโรป (อียู) นับเป็นเสียงสะท้อนชั้นดีที่บ่งชี้ว่าบางเรื่องนั้น อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนก็เป็นเรื่องที่อยู่เหนือหลักเหตุผลอย่างไม่อาจคาดเดาได้ตามความน่าจะเป็น

ความไม่แน่นอนสูงบนเดิมพันครั้งใหญ่ในฐานะมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก และนโยบายของทั้งสองคนที่แตกต่างกันอย่างมากนี่เอง ที่ทำให้ศึกเลือกตั้งสหรัฐในอีก 99 วันหลังจากนี้ กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกตามไปด้วย

อย่างน้อยที่สุดก็คือ ความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนระยะสั้นของสหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจต้องชะงักงันลง เนื่องจากนักลงทุนจับตารอทิศทางหลังการเลือกตั้ง

ภาวะเช่นนี้จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องสะดุดหัวลงรอบใหม่ หลังจากเพิ่งประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2 ออกมาว่าขยายตัวได้เพียง 1.2% เท่านั้น หรือเติบโตได้ไม่ถึงครึ่งจากที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้สูงถึงราว 2.6% โดยมีแรงฉุดสำคัญจากการลงทุนของภาคเอกชนที่ลดลงเป็นไตรมาส 3 ติดต่อกัน อยู่ที่ 2.2%

นอกจากนี้ สหรัฐยังปรับลดตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกจากที่ขยายตัว 1.1% ลงมาอยู่ที่ 0.8% สะท้อนว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ณ เวลานี้ ยังไม่แข็งแกร่งพออย่างแท้จริง และเสี่ยงที่จะสะดุดลงกลางทางได้อีกครั้งจากภาวะการเลือกตั้งปลายปีที่ยังคาดเดาอะไรไม่ได้

ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยไฟแนนเซียลไทมส์ พบว่า 2 ใน 3 ต่างเชื่อว่าศึกเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปี 2016 ไปด้วย เพราะภาคเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่จะชะลอการลงทุนออกไปก่อน จนกว่าจะเห็นทิศทางนโยบายเรื่องการกำกับดูแล ภาษี และการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้นกว่านี้

จากเดิมที่เคยให้น้ำหนักปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่เรื่องตลาดน้ำมันไปจนถึงการก่อการร้าย ว่าเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเริ่มหันมาให้น้ำหนักกับประเด็นศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมากขึ้น

ลูอิส อเล็กซานเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก โนมูระ ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความไม่แน่นอนในนโยบายทางเศรษฐกิจสูง เช่น กรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้เกิดคำถามตามมาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นต่อนโยบายการค้า การลงทุน หรือการจำกัดการเอาต์ซอร์สงานไปต่างประเทศ

ขณะที่ กฤษณะ กุฮา รองประธาน บริษัท เอฟเวอร์คอร์ ไอเอสไอ ให้มุมมองว่า เดิมพันการรอคอยผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้สมัครทั้งสองรายมีนโยบายที่แตกต่างกันมาก

แน่นอนว่าผลกระทบที่เป็นรูปธรรมอันดับแรกที่จะตามมาจากความเสี่ยงครั้งนี้ คือ สหรัฐจะยังมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมาอีกหรือไม่

หากดูจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้เหตุผลในการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วก่อนหน้านี้โดยเชื่อมโยงกับประชามติของสหราชอาณาจักร หรือเบร็กซิต เฟดก็มีเหตุผลที่จะใช้ความเสี่ยงจากการเมืองสหรัฐเป็นปัจจัยชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะถึงการประชุมครั้งสุดท้ายของปีในเดือน ธ.ค.นี้เป็นอย่างน้อย

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการส่งสัญญาณจากประธานเฟดสาขาต่างๆ มาบ้างแล้วว่า การเลือกตั้งปลายปีนี้ถือเป็นความผันผวนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐด้วย

ธนาคารรายใหญ่อย่าง มอร์แกน สแตนลีย์ มองว่า ทั้งทรัมป์และฮิลลารีต่างก็มีนโยบายที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการปฏิรูปภาษี นโยบายการค้า และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่กระทบต่อเนื่องไปยังแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงอัตราดอกเบี้ย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน และภาคธุรกิจเอกชนด้วย โดยเฉพาะนโยบายการค้าเสรีนั้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 100 คน จากรอยเตอร์ส ก็ให้ผลลัพธ์ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. หรือการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้มากกว่าการประชุมในเดือน ก.ย. และจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้

การเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยไปปลายปี และขึ้นน้อยครั้งกว่าที่คาดไว้เดิมว่า จะมีประมาณ 4 ครั้งในปีนี้ ยังคาดว่าจะช่วยให้ตลาดทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงในเอเชีย ยังมีเงินไหลเข้ามาลงทุนอีกพักใหญ่ ทว่า ผลพวงจากเรื่องนี้ก็คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งหลายประเทศยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักนั้น ต้องแบกรับอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นตามมาด้วย

หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว จึงถึงคิวของการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบระยะยาวของจริง

ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของไฟแนนเชียลไทมส์ราว 70% ยังให้ความเห็นว่า ชัยชนะของฮิลลารีจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่า เมื่อเทียบกับชัยชนะของทรัมป์ที่ 14% ขณะที่อีก 16% ไม่เชื่อว่าลำพังการขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของ 2 ผู้สมัครนี้ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจประเทศให้ดีขึ้นได้

ฮิลลารีจะเน้นย้ำไปที่การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการขึ้นภาษีคนรวย ในขณะที่ทรัมป์จะสวนทางด้วยการลดภาษี เพิ่มการใช้จ่ายทางการทหาร และถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงการค้าทั่วโลก แม้ว่าจะยังไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่า ผู้สมัครทั้งสองรายนี้จะทำตามแนวนโยบายของตนเองมากน้อยเพียงใดหลังขึ้นสู่ทำเนียบขาว แต่อย่างน้อยที่สุด ฮิลลารีก็เป็นตัวเลือกที่รอมชอมกว่าและปลอดภัยกว่าสำหรับภาคธุรกิจ เมื่อเทียบกับทรัมป์ ที่อาจนำไปสู่สงครามการค้าได้

โนมูระ โฮลดิงส์ ได้จัดทำรายงานสำรวจความเห็นนักลงทุน โดย 77% ชี้หากทรัมป์ชนะ สหรัฐมีแนวโน้มจะประกาศให้จีนอยู่ในข่ายจงใจอ่อนค่าเงินเอื้อประโยชน์การค้า ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามค่าเงินและสงครามการค้าตามมา ส่วน 75% คาดว่าทรัมป์จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชีย เนื่องจากการตั้งกำแพงภาษีจะกระทบกับหลายประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออก โดยเฉพาะจีนที่มีสหรัฐเป็นคู่ค้ารายใหญ่ และจะกระทบต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์

หลังการเลือกตั้งจบลง จึงจะเป็นเรื่องของผลพวงทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่ขึ้นอยู่กับว่าชาวอเมริกันอยากได้ผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่อาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก หรือได้ผู้นำฝีปากกล้าที่อาจเปลี่ยนแปลงประเทศไปแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย