
คดีเพี้ยนเต็มเมือง ตำรวจหัวปั่น...เซ็งโคตร
คนบางจำพวกพร้อมจะเผชิญกับชายในเครื่องแบบสีกากีได้ทุกเมื่อ เพื่อให้ตำรวจเข้าสืบสวนคดีในรูปแบบที่หลายคนอาจจะไม่เคยพบเห็น ทำให้มือปราบหลายนายต้องส่ายหัว....
คนบางจำพวกพร้อมจะเผชิญกับชายในเครื่องแบบสีกากีได้ทุกเมื่อ เพื่อให้ตำรวจเข้าสืบสวนคดีในรูปแบบที่หลายคนอาจจะไม่เคยพบเห็น ทำให้มือปราบหลายนายต้องส่ายหัว....
โดย....วัสยศ งามขำ
คงไม่มีใครอยากจะก้าวเข้าไปพบกับตำรวจหากไม่มีเรื่องเดือดร้อน แต่คนบางจำพวกพร้อมจะเผชิญกับชายในเครื่องแบบสีกากีได้ทุกเมื่อ เพื่อให้ตำรวจเข้าสืบสวนคดีในรูปแบบที่หลายคนอาจจะไม่เคยพบเห็น ทำให้มือปราบหลายนายต้องส่ายหัว เมื่อต้องพบกับคดีประเภทที่พวกเขาเรียกมันว่า “คดีเพี้ยน”
คดีเพี้ยนไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก แต่เมื่อไหร่ที่ตำรวจพบเข้า นั่นหมายความว่าแจ็กพอต ปฏิเสธไม่ออก บางคดีคนเหล่านี้มาแจ้งความดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีมีสาระ แต่กลับเต็มไปด้วยจินตนาการ เหมือนไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ ขณะที่บางคดีก็ชวนหัวขำกันหัวสั่นหัวคลอนทั้งโรงพัก
บางคนเข้าแจ้งความว่าถูกทำร้ายด้วยพลังจิต บางคนคิดกำลังถูกคนดังมีชื่อเสียงว่าจ้างให้มาฆ่า ขณะที่บางคนเข้าแจ้งความด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า พบเห็นการล่อลวงลูกสาวของนักการเมืองระดับไฮโซไปข่มขืน แน่นอนคดีเหล่านี้น่าสนใจ หากคนที่แจ้งไม่ได้อยู่ในโลกจินตนาการ หรือชาวบ้านเรียกว่า “เพี้ยน”
ตำรวจหลายนายรู้สึกว่า คดีพิลึกพิลั่นเหล่านี้กวนเวลาการทำงานของพวกเขา จึงไม่แปลกเลยที่เมื่อคดีเพี้ยนเข้ามาสู่กองปราบปรามต้องเรียกใช้บริการ ด.ต.นงค์ เนียมสูงเนิน ตำรวจสายสืบกองกำกับการ 1 กองปราบปราม ไปช่วยให้รอดพ้นจากคดีเหล่านี้ นั่นจึงเป็นที่มาของฉายาที่ดาบนงค์ไม่เคยอยากได้รับ “มือปราบคดีเพี้ยน”
ดาบนงค์ วัย 51 ปี บอกเหตุที่เขาสามารถสื่อสารกับคนเพี้ยนได้ ไม่ใช่พรสวรรค์หรือโชคช่วย แต่เป็นเพราะต้องใส่ใจเพื่อให้พวกเขาสงบจิตสงบใจลง จนบางครั้งอาจจะต้องยอมเล่นละครไปกับคนเพี้ยนเพื่อให้เกิดความวางใจ เดินออกไปจากโรงพักโดยไม่มีปัญหาตามมา ไม่เช่นนั้นวันนั้นทั้งวันตำรวจอาจไม่ต้องเป็นอันทำงาน ถูกก่อกวนจากคนเพี้ยน
“คดีพวกนี้มีมาเรื่อยๆ ครับ ผมบอกไม่ได้มีมากน้อยแค่ไหน จะมาเมื่อไหร่ แต่ผมอยู่กองปราบฯ มา 30 ปี ก็เคลียร์คดีเหล่านี้ไปหลายร้อยเรื่อง ยังไม่รวมคดีที่ผมไม่ได้พบเห็นหรือไม่อยู่ เพราะไปทำคดีอื่น บางคนก็เรียกพวกนี้ว่าคนบ้า แต่พวกเขาก็น่าสงสาร บางครั้งแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจเท่านั้น” ดาบนงค์ เล่าด้วยรอยยิ้ม
ดาบนงค์ บอกว่า คดีแต่ละประเภทที่คนเพี้ยนมาแจ้งความ แต่ละคดีไม่เหมือนกัน แต่ทุกคดีที่มาแจ้งความมีจุดร่วมเหมือนกัน คือ ต้องการให้ตำรวจช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ บางเรื่องฟังแล้วเกิดจากจินตนาการสุดขั้วและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บนโลก บางคนแค่การแต่งตัวและมองตาก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่คนปกติ...ชัวร์
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพคดีเพี้ยนล่าสุดที่เพิ่งรับหน้าเสื่อไปเคลียร์ เพื่อนร่วมงานของเขาเดินมาตามตัว เมื่อมีชายวัยราว 40 เศษ อ้างว่าถูกติดตามจากลุ่มคนไม่หวังดี ที่สำคัญชายคนนี้ไม่ยอมคุยกับใคร นอกจากผู้การกองปราบฯ คนเดียว
ดาบนงค์รู้ดีว่าการจะจบเรื่องนี้ได้ต้องให้ผู้การมาพบเท่านั้น จึงไม่แปลกเมื่อทันทีที่ต้องสบตากับชายแต่งตัวดี แต่ผมยุ่งเหยิง สีหน้าท่าทางดูหวาดระแวง ดาบนงค์ก็อ้างตัวเลยว่า “ผมเป็นผู้การครับ” ชายคนนั้นยกมือสวัสดีทันที โดยปราศจากข้อสงสัย และนี่ก็คือมาตรวัดแรกที่บ่งบอกได้ว่าคดีนี้เข้าข่าย “คดีเพี้ยน” อย่างไม่ต้องมีข้อสงสัยอีกต่อไป
ชายผู้ก่อคดีเพี้ยนเล่าให้ดาบนงค์ฟังว่า เขาถูกสะกดรอยตามจากกลุ่มคนสองกลุ่ม โดยระหว่างที่นั่งรถมาที่กองปราบฯ กลุ่มหนึ่งพยายามจะทำร้าย แต่ไม่สามารถลงมือได้ เพราะตัวเขามีตำรวจนอกเครื่องแบบกคุ้มกันอยู่ ที่สำคัญเขากำลังมีปัญหากับผู้บัญชาการเรือนจำแห่งหนึ่งที่ต้องการยกลูกสาวให้ แต่ตัวเขาปฏิเสธ เพราะไม่กล้าอาจเอื้อมไปเด็ดดอกฟ้า
“ฟังแค่นี้เป็นใครก็รู้แล้วว่าเขาเพี้ยน แต่หากไปเถียงหรือปฏิเสธไม่คุยด้วย คนพวกนี้ก็จะก่อปัญหาทู่ซี้ไม่ยอมกลับบ้าน หรือไม่ก็ไปก่อกวนที่อื่นอีกไม่จบสิ้น ผมก็เลยต้องพูดกับเขาให้รู้เรื่อง โดยแสดงความเห็นใจเรื่องลูกสาว ผบ.เรือนจำ ให้กำลังใจเรื่องวาสนา ส่วนเรื่องถูกติดตามทำร้าย ก็บอกว่าคงไม่มีอันตราย เพราะมีตำรวจติดตามอยู่ คนร้ายคงทำอะไรไม่ได้ คุยอยู่ราวชั่วโมงเศษก็จบครับ” ดาบนงค์ เล่าปนเสียงหัวเราะ ก่อนที่จะจากไปก็เหมือนกับคดีเพี้ยนอื่นๆ คนพวกนี้มักต้องการเงินเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวเป็นค่ารถค่าอาหาร ก็เท่ากับว่าเป็นอันจบสิ้นคดีเพี้ยน
อย่างไรก็ตาม มันไม่ง่ายเช่นนั้นเสมอไป คดีเพี้ยนที่หินกว่านี้ก็มีอยู่มาก ดาบนงค์ย้อนหลังไปเมื่อปีที่ผ่านมาว่า มีผู้หญิง 2 คน มีท่าทางที่ดื้อมากเข้ามาที่กองปราบฯ แต่ไม่ง่ายเหมือนคดีก่อนๆ เพราะมีตำรวจไปขัดใจเธอทั้งสองคนก่อนหน้านี้แล้ว อาการของคดีเพี้ยนนี้จึงเข้าข่ายสาหัสก่อนที่จะมาถึงมือ
ปัญหาของ 2 สาวที่มาแจ้งความไม่มีอะไรมาก เพียงแต่อยากพบตัวร้อยเวร เพื่อแจ้งความคดีลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ดาบนงค์ไม่สามารถสวมบทเป็นร้อยเวรได้ เพราะก่อนหน้านี้เพื่อนร่วมงานเขาปฏิเสธไปแล้วว่า ร้อยเวรออกไปข้างนอกจะกลับมาตอนเย็น ในที่สุดต้องปล่อยให้ทั้งคู่นั่งรอ จนเธอรอไม่ไหวในที่สุดทั้งคู่ก็ต้องกลับไปเย็นวันเดียวกัน พร้อมกับเสียงบ่นลั่นกองปราบฯ” ดาบนงค์ เล่าด้วยเสียงหัวเราะเช่นเดิม
มีอยู่คดีหนึ่งที่ดาบนงค์ไม่เคยลืม สร้างอารมณ์ขันให้เขาทุกครั้งที่นึกถึง คือ คดีเพี้ยนคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน มีหญิงโคราชคนหนึ่งวัยเฉียด 60 ปี เข้าร้องทุกข์กับผู้การกองปราบฯ หลังจากเข้าไปได้ไม่เกิน 10 นาที ผู้การเรียกหาดาบนงค์จ้าละหวั่น เขากุลีกุจอรีบผลักประตูห้องผู้การเข้าไปทันที ผู้การไม่พูดพร่ำทำเพลง บอกดาบนงค์เพียงประโยคว่า “ช่วยด้วยนะ นงค์” ก่อนที่จะเดินออกนอกห้องไปด้วยรอยยิ้ม
เขารู้ทันทีว่าคดีในโลกหลากมิติมาเยือนอีกแล้ว จึงเริ่มชวนหญิงคนนี้พูดคุยถึงความต้องการที่ลงทุนเดินทางมาพบผู้การกองปราบฯ ถึงกรุงเทพฯ เธอเล่าว่า กำลังมีปัญหาเรื่องคดีมรดกที่ตกทอดกันมา รวมถึงสินสมรสที่เกิดขึ้นหลังจากที่สามีเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ เข้าแจ้งตำรวจหลายครั้งแต่คดีไม่คืบหน้า หลังจากพูดคุยอยู่ถึงครึ่งชั่วโมงเศษ ปมแห่งคดีเพี้ยนก็ฉาบภาพขึ้น
“เธอไม่ต้องการอะไรเลยครับ เธอต้องการเพียงไม้กระดานแผ่นเดียวคืนมาเท่านั้น” ดาบนงค์ ทิ้งปมสงสัย ทำไมไม้กระดานแผ่นเดียวถึงสำคัญขนาดนั้น “เธอบอกว่า ไม้กระดานแผ่นนี้เดิมอยู่ในห้องนอนของเธอ มันวิเศษต่างจากแผ่นอื่นๆ ก็ตรงที่มีรูโหว่ เธอใช้ประโยชน์จากกระดานแผ่นนี้ด้วยการถ่ายหนัก ถ่ายเบาในยามกลางคืน ไม่ต้องออกจากห้องนอนในตอนกลางคืน แต่เผอิญมีการรื้อบ้านหลังนี้ ไม้กระดานแผ่นนี้ก็หายไป เท่านั้นแหละครับ เลยเป็นเรื่องให้ตำรวจหลายท้องที่ต้องวุ่นวายกับคดีนี้”
ดาบนงค์ติดต่อไปยังตำรวจ สภ.สีคิ้ว เมืองโคราช เพื่อถามหารายละเอียดคดี ทันทีที่ปลายทางรับสาย ตำรวจที่โน่นก็ปล่อยเสียงหัวเราะ...กร๊าก ในทำนองที่ว่าตำรวจเมืองกรุงก็โดนเข้าแล้วกับคดีเพี้ยนคดีนี้ ก่อนที่จะให้รายละเอียดว่า ป้าคนนี้เธอเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตำรวจโคราชมาตลอด เดินขึ้นโรงพักแทบทุกวัน เพื่อมาตามหาไม้กระดานรูโหว่เฉพาะตัวของเธอ
เมื่อรู้เช่นนี้ ดาบนงค์จึงวางอุบายด้วยการทำหนังสือปลอมขึ้นมาหนึ่งฉบับบันทึกรายละเอียดตามที่เธอต้องการให้สืบสวน พร้อมมอบผ้าเช็ดหน้ามีสัญลักษณ์ของกองปราบฯ ไว้เพื่อเป็นที่ระลึก และสำทับจะสืบสวนให้ เพราะเธอเป็นผู้เสียหายที่มีเกียรติมาแจ้งความที่กองปราบฯ เธอจึงเดินออกจากกองปราบฯ ไปด้วยความปีติ และไม่ย้อนกลับมาอีกเลยจนทุกวันนี้
ดาบนงค์ บอกว่า เทคนิคจัดการกับคดีเพี้ยนข้อสำคัญที่สุด คือ ต้องรับฟังข้อเท็จจริง หากเขาต้องการเล่าก็ต้องปล่อยให้เขาพูด คนเพี้ยนมักจะไม่ค่อยฟังอะไรที่ไม่โดนใจตัวเอง บางครั้งต้องยอมเล่นตามบทที่เขาจินตนาการขึ้น เพื่อปิดคดีให้เร็วที่สุด
“สำคัญที่สุด คือ ต้องมีสติ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เพื่อนตำรวจทุกคนคิดไว้ก่อนว่า ถึงเขาจะเป็นคนเพี้ยนแต่ก็ยังเชื่อมั่นในตำรวจ ไม่เช่นนั้นคงไม่เอาคดีเพี้ยนมาพึ่งตำรวจหรอกครับ”
จริงครับ ถ้าตำรวจทุกคนคิดแบบนี้ได้สังคมคงเป็นสุข!!!







