posttoday
ภาคีความเชื่อ เครือข่ายความหวัง

ภาคีความเชื่อ เครือข่ายความหวัง

31 กรกฎาคม 2559

คสช.จะควบคุมจัดการคนไทยไปได้กี่น้ำ? ช่วงปลายปี 2557 ตอนที่ คสช.ขึ้นมามีอำนาจได้สัก 5-6 เดือน

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

คสช.จะควบคุมจัดการคนไทยไปได้กี่น้ำ?

ช่วงปลายปี 2557 ตอนที่ คสช.ขึ้นมามีอำนาจได้สัก 5-6 เดือน ผู้เขียนเคยไปพูดในรายการทีวีดาวเทียมช่องหนึ่ง เสนอแนะแนวทางในการ “จัดการประเทศไทย” แก่ คสช. ว่า มีอยู่ 3 แนวทาง

แนวทางแรก “ค้อนเหล็ก” คือการใช้ความเด็ดขาดเข้มแข็งจัดการกับคนที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ โดยเฉพาะพวกโกงกินคอร์รัปชั่นและเผาบ้านเผาเมือง ทั้งนี้โดยใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เข้มข้นจริงจัง แต่แนวทางนี้ทหารไม่สามารถจะทำฝ่ายเดียวได้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทางด้านยุติธรรมทุกฝ่าย ตั้งแต่ตำรวจไปจนถึงอัยการและศาล รวมถึงสังคมที่ต้องคอยให้กำลังใจ

แนวทางที่สอง “ไม้เรียว” คือการใช้อำนาจแต่พอสมควร เน้นการป้องปรามหรือ “ขู่นิดๆ” เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูกที่อาจจะต้อง “ลงแส้” บ้าง แต่ทำด้วยความรักและเอ็นดู ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมไม่อยู่ในภาวะแห่งความหวาดกลัว แนวทางนี้ คสช.จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น ไม่พูดจากระโชกโฮกฮาก หรือไม่เบ่ง เป็นต้น รวมถึงที่ต้องดูแลจัดการปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิดและเอาใจใส่จัดการทันที แบบ “ครูไหวใจดี” อีกด้วย

และแนวทางที่สาม “ยาหอม” คือการสร้างความเข้าใจเพื่อให้คนไทยเกิดความหวัง สร้างโลกในอุดมคติ ให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกว่า คสช.คือ “พระมาโปรด” ที่จะนำประเทศไทยไปสู่ “โลกพระศรีอาริย์” อย่างที่ผู้เผด็จการยุคแรกๆ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้ “กล่อมเกลา” คนไทย ให้แผ่ขยายออกไปเป็น “ความเชื่อ” ที่แพร่ระบาด เช่น เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย หรือข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

เท่าที่ได้ติดตามการทำงานของ คสช.มากว่า 2 ปีนี้ ผู้เขียนพบว่า คสช.ได้ใช้แนวทางต่างๆ ข้างต้นในการ “บริหารอำนาจ” มาโดยลำดับ และบางครั้งก็ใช้อำนาจทั้งสามรูปแบบนี้ผสมผสานกัน

เริ่มต้นในช่วงปีแรกก็ทำท่าเป็น “ท ทหารขึงขัง” ดูเอาจริงเอาจังในการใช้อำนาจ จนบรรดากองเชียร์ผิวปากหวีดวิ้วอย่างเมามัน เอาใจช่วยว่าคงจะ “ปราบมาร” ได้สำเร็จ แต่แล้วก็ดูแผ่วๆ ไปในตอนช่วงกลางปีที่ผ่านมา ที่รวมถึงการส่งรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์เข้าเตาฌาปนกิจตั้งแต่ยังไม่ทันคลอด แล้วหันมาชี้แจงสังคมว่าจำเป็นจะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างรอบคอบ ขอทำรัฐธรรมนูญอีกรอบในฉบับมีชัย ซึ่งก็ผ่าน

ปีที่สองไปแล้วกำลังเข้าสู่ปีที่สาม ด้วยการใช้ไม้เรียวขู่นิดขู่หน่อยให้พอเสียวๆ โดยเฉพาะในขณะที่จะมีการทำประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เมื่อทั้งขู่ทั้งปลอบไม่เป็นผล ผู้มีอำนาจก็ดูเหมือนจะหันมาใช้ยาหอม คือให้ความหวังสร้างความเชื่อแก่คนไทยว่า หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ผ่าน” การยอมรับจากการลงประชามติจะส่งผลดีต่อประเทศไทย สังคมไทย และคนไทยอย่างมหาศาลอย่างไร ซึ่งถ้าท่านทั้งหลายเล่นไลน์หรือเฟซบุ๊กก็จะพบ “สงครามชวนรับ (ร่างรัฐธรรมนูญ)” อยู่อย่างอึกทึก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นเครือข่ายของผู้มีอำนาจ เช่น ทหาร และ สนช. ตรงกันข้ามกับสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ไม่ค่อย “กระดี๊กระด๊า” ในกิจกรรมนี้เท่าใดนัก

เช่นเดียวกันกับปฏิกิริยาของพรรคการเมืองและนักการเมือง ล่าสุดก็คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาบอกว่าไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะ “ไม่ตอบโจทย์” ของประเทศ แปลง่ายๆ ว่านำมาใช้กับประเทศไทยหรือแก้ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้ ในขณะที่หัวหน้า คสช.ก็ออกมาแสดงท่าทางแบบเดิมๆ “แล้วเป็นไงๆ” เหมือนไม่ให้ความสำคัญกับกระแสรอบตัวเท่าใดนัก ทั้งที่เป็นกระแสเชียร์และกระแสค้าน นัยว่าแสดงความเป็นกลางไม่โน้มน้าว แต่ใจจริง คสช.น่าจะ “หวาดหวั่นสั่นคลอน” ต่อกระแสทั้งสองอยู่ไม่น้อย

ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ที่มีการศึกษาเกี่ยวกับ “พฤติกรรมการเมือง” กล่าวถึง “พัฒนาการของความเชื่อ” ว่าจะมีการขยายตัวพัฒนาไปโดยลำดับ ดังนี้

เริ่มต้นเป็นกระบวนการของการเชื่อมโยงความเชื่อของคนที่มีความเชื่อในเรื่องเดียวกัน “เข้าด้วยกัน” เรียกเป็นภาษาจิตวิทยาว่า “การสมคบคิด (Conspiracy)” ที่ในสังคมเผด็จการพยายามที่จะควบคุมเรื่องนี้ให้ได้ เช่น ห้ามมีการบอกข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ (ซึ่งในโซเชียลมีเดียห้ามไม่ได้ 555) ให้เพียงแค่ไปช่วยกันบรรยายว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนอะไรไว้บ้าง (ชาวบ้านเรียกว่า “แปลไทยเป็นไทย”) แต่ก็ยากแก่การควบคุมเพราะเกิดสภาพอย่างที่เรียกว่า Viral Effect คือแพร่เร็วเหมือนเชื้อโรค (ไวรัส)

“ภาคีความเชื่อ” อันมีลักษณะการสมคบคิดดังกล่าวจะแผ่ขยายเป็น “เครือข่ายความหวัง” ซึ่งก็หมายถึงการฝังรากลึกของความเชื่อไปสู่การสร้างกิจกรรมต่างๆ เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ เริ่มตั้งแต่เกิดภาวะความวุ่นวายสับสน (Turmoil) ที่ประชาชนจำนวนมากอาจจะไปร่วมกับผู้ต่อต้าน เพราะไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อถือรัฐที่ได้แสดงออกถึงความล้มเหลวในเรื่องต่างๆ เรื่อยมา อาจจะมีการก่อวินาศกรรม การลอบสังหาร จนถึงเกิดภาวะสงคราม ที่เริ่มจากการก่อการร้ายไปจนถึงสงครามกลางเมืองได้ในที่สุด

7 ส.ค.นี้ คงจะได้รู้ว่าคนไทย “เชื่อ” และ “หวัง” ใน คสช.นี้มากเพียงไร

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ