posttoday
นักวิจัยดีเด่นปี’59 หนุนใช้วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

นักวิจัยดีเด่นปี’59 หนุนใช้วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

28 กรกฎาคม 2559

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด

โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด

แม้ว่าความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ไทยจะเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคืองานด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยกลับไม่เป็นที่สนใจสักเท่าใดนักตอนหนึ่งในเวทีเสวนาเรื่องการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความสำเร็จที่มั่งคั่งและยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์ดีเด่น ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา
ฉายภาพสถานการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ

ศ.จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี ในฐานะประธานกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้ข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาในเรื่องการขาดแคลนเงินลงทุนด้านการวิจัย ซึ่งปัจจุบันมีการใช้งบประมาณเพียง 0.22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ที่ใช้เงินลงทุนด้านการวิจัยมากถึง 4.25% ของจีดีพี

นอกจากนี้ ยังพบว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งมีจำนวนประชากรน้อยกว่าประเทศไทยครึ่งหนึ่ง  แต่กลับมีจำนวนนักวิทยาศาสตร์มากกว่าประเทศไทยถึง 1.5 เท่า ซึ่งถือเป็นวิกฤตการณ์ที่ไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้

ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า งานด้านวิทยาศาสตร์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้งานวิจัยสามารถสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดนักวิจัย คือมีปริมาณที่ไม่เพียงพอจึงต้องผลิตเพิ่มมากขึ้น และต้องสร้างภาพลักษณ์ของนักวิทยาศาสตร์ รวมถึงเพิ่มค่าตอบแทนให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหานักวิทยาศาสตร์ไปประกอบอาชีพอื่นได้

สอดคล้องกับ รศ.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ฯ ที่ระบุว่า งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ เป็นฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำ

“ถ้าประเทศอยากหลุดพ้นการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” รศ.ศักรินทร์ พูดชัด

รศ.ศักรินทร์ ฉายภาพถึงการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ต่อไปว่า ที่ผ่านมาการสนับสนุนการผลิตบุคลากรด้านนี้ยังมีไม่เพียงพอ เพราะภาคเอกชนเพิ่งเริ่มเห็นความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีว่ามีผลต่อการแข่งขันทางธุรกิจ

“หากทุกภาคร่วมมือกันทำให้งานทางด้านนี้มีอาชีพรองรับ มีการสนับสนุนอุปกรณ์ที่เพียงพอ จะยิ่งทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมฐานความรู้ ประเทศเกิดการพัฒนา” อาจารย์ศักรินทร์ มั่นใจเช่นนั้น

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ที่ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2559 วิพากษ์ว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ถือว่าประเทศไทยมีนโยบายระดับชาติที่ดี แต่ก็ต้องพัฒนาต่อไป ฉะนั้นรัฐควรปลูกฝังแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน

“เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะนักวิทยาศาสตร์และแพทย์เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรปลูกฝังให้ความสนใจ โดยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ควรเริ่มตั้งแต่ในครอบครัว โรงเรียน สถานศึกษา สอนให้เด็กได้มีการคิด สังเกต วิเคราะห์ ศึกษาธรรมชาติและสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวแล้วนำมาประยุกต์ใช้” อาจารย์แพทย์รายนี้ ระบุ

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2559 ย้ำว่า ไม่ควรปลูกฝังให้เยาวชนศึกษาโดยการท่องจำเพียงอย่างเดียว เพราะการศึกษาสิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจะทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

สำหรับผลงานของ ศ.นพ.วรศักดิ์ ที่ทำให้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2559 และได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 4 แสนบาท
คือ “เทคนิคทางพันธุศาสตร์ เพื่อไขข้อมูลพันธุกรรม สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

จุดเริ่มต้นของแนวคิดงานวิจัยเกิดขึ้นมาจากโรคหายากที่เกิดในเด็ก โดยเข้าไปศึกษาหาต้นกำเนิดของโรคผ่านการใช้เทคนิคทางด้านพันธุกรรมมาศึกษาข้อมูลจากยีนส์เหล่านั้น เช่น การเจาะเลือดตรวจดูยีนจากพ่อแม่เพื่อหาความเสี่ยงที่มีต่อลูกในครรภ์ หรือการตรวจหายีนจากผู้ป่วยโรคต่างๆ เพื่อที่จะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านั้นขึ้นอีก

“ถ้าทราบว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคอะไรจะได้มีแนวทางการป้องกันหรือรักษา หรือในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนยีนของผู้ป่วยจนทำให้หายจากโรคนั้นก็เป็นได้ ซึ่งส่วนหลังนี้อยู่ระหว่างการวิจัยและเชื่อว่าอีกไม่นานจะมีโอกาสสำเร็จ” ศ.นพ.วรศักดิ์ อธิบาย

ทั้งหมดคือความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ