posttoday
ภาพซ้อน

ภาพซ้อน

28 กรกฎาคม 2559

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

อีกเพียง 10 วันเท่านั้น จะมีการลงประชามติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ุ เป็นประธาน และคำถามพ่วงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผลจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นสำคัญ และคนไทยต้องรับผลการลงประชามติครั้งนี้ ไม่ใช่ไม่พอใจก็ออกมาก่อความวุ่นวาย

ผู้เขียนเขียนบทความนี้จากมุมมองด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง คนส่วนใหญ่จะมองไปที่ภาพของการออกเสียงลงประชามติเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นภาพที่ครองพื้นที่การเมืองในประเทศขณะนี้ อย่างไรก็ดี หากมองให้ลึกลงไปเราอาจเห็นภาพหลายภาพซ้อนกันอยู่โดยอาจเรียงได้ดังนี้

ภาพที่ 1 เป็นภาพของการออกเสียงประชามติว่าประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมาจะส่งผลกระทบต่อการเมืองและความมั่นคงของประเทศหลังจากนั้น

ภาพที่ 2 เป็นภาพของกลุ่มที่สูญเสียอำนาจที่พยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง ผลการออกเสียงลงประชามติจะบอกอนาคตของกลุ่มสูญเสียอำนาจ ซึ่งมีเดิมพันสูงมาก เป็นเรื่องความเป็นความตายทางการเมือง ที่ทั้งน้องสาว บุตรชาย น้องเขย พรรคพวกในพรรคถูกคดีที่มีโอกาสติดคุกสูง สำคัญกว่านั้นคืออาจถูกยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าวที่ต้องใช้คืนนับแสนล้านบาท นอกเหนือจากที่นายใหญ่โดนยึดทรัพย์มาก่อนแล้ว ที่สำคัญคือ หัวหน้ารัฐบาล คสช. มีอำนาจทางบริหารที่สามารถใช้ได้ทันที การโจมตีร่างรัฐธรรมนูญเป็นเพียงวิธีการที่จะนำไปสู่การโค่นล้มอำนาจของรัฐบาล คสช. ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มสูญเสียอำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ภาพที่ 1 จึงเป็นพลังที่ขับเคลื่อนแนวโน้มการเมืองในอนาคตอันใกล้ 

ภาพที่ 3 ภาพม็อบพระทั้งการข่มขู่จัดชุมนุมพระทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลเสนอชื่อสมเด็จพระมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป และธัมมชโยที่มีคดีติดตัวหลายคดีทั้งทางโลกและทางธรรมที่ยังไม่ยอมมอบตัว จนเสียภาพลักษณ์ว่ากระทำตนอยู่เหนือกฎหมายของบ้านเมือง และมีความพยายามปลุกระดมบรรดาสาวกให้ออกมาปกป้องธัมมชโย ม็อบพระทั้งสองกลุ่มมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิด และเกี่ยวโยงกับกลุ่มการเมืองในภาพที่ 2 ด้วยอย่างแยกไม่ออกที่หากล้มรัฐบาลชุดนี้ได้ และให้กลุ่มสูญเสียอำนาจกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ก็เท่ากับช่วยให้ธัมมชโยรอดพ้นจากคดีความต่างๆ และจากการโดนยึดทรัพย์ได้   

ภาพที่ 4 ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น แต่ฝ่ายความมั่นคงได้ตระหนักดี คือบทบาทของสถานทูตอเมริกันในประเทศไทยที่มีการเคลื่อนไหวผ่าน “ยูเสด” ให้การสนับสนุนกลุ่มที่สอง เพื่อให้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งเพื่อสนองประโยชน์และยุทธศาสตร์ของสหรัฐในภูมิภาค โดยใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการต่อต้านอิทธิพลจีน และสนับสนุน “กลุ่มล้มเจ้า” ที่เกี่ยวพันแยกไม่ออกจากกลุ่มที่สองอย่างชัดเจน ยูเสดกลับมามีบทบาทอย่างแข็งขันอีกครั้งในการให้ทุนสนับสนุนผ่านกองทุนต่างๆ แก่กลุ่มการเมืองที่ต่อต้าน คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งใน กทม.และในภาคเหนือ อีสาน จังหวัดชายแดนภาคใต้   ตัวทูตคนก่อนและปัจจุบันติดต่อกับกลุ่มล้มเจ้าและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล คสช.อย่างเปิดเผยโดยไม่คำนึงถึงมารยาททางการทูตแต่อย่างใด คล้ายกับจะบอกว่าสหรัฐยืนอยู่ข้างฝ่ายต่อต้าน คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อย่างเปิดเผย

เป้าหมายหลักคือ รัฐบาล คสช. และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  กรธ.เป็นเพียงเป้าลวง จุดมุ่งหมายคือไม่ให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพุ่งตีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล คสช.เป็นหลัก เมื่อใกล้วันออกเสียงประชามติ จึงมี “วิชามาร” ออกมามากมายทั้งเปิดเผยและลับ มีการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญนี้จากกลุ่ม 2-4 ที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองร่วมกัน และจากแนวร่วมที่มีเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำผลไปปลุกระดมประชาชนให้ออกมาก่อกวนและเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป

คำถามคือ แล้วการเมืองและความมั่นคงของชาติหลังการลงประชามติจะเป็นอย่างไร นักวิเคราะห์การเมืองและความมั่นคงสร้างภาพจำลอง 4 ภาพ ดังนี้

ภาพจำลองที่ 1 ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด้วยเสียงท่วมท้นหรือมากพอ เท่ากับรัฐบาล คสช.ได้รับ “อำนาจ” จากประชาชน ทำให้การทำงานช่วงต่อไปจะง่ายขึ้น กรณีนี้กลุ่มผู้สูญเสียอำนาจและแนวร่วมคงออกมาค้านไม่ได้ เพราะเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่

ภาพจำลองที่ 2 หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฉียดฉิว ก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามหาเรื่องขย่มต่อเนื่อง โดยแขวะไปเรื่อยๆ  กล่าวหาว่ามีการโกงการออกเสียงทำให้ประชามติผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิว หากไม่โกงคงไม่ผ่าน จะมีการก่อกวน ปลุกระดมให้สาวกออกมาก่อกวนในระดับหนึ่ง

ภาพจำลองที่ 3 หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน รัฐบาล คสช. ประกาศตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ หรืออาจมีวิธีการอื่นที่จะมีรัฐธรรมนูญจนได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีวางแผนสำรองไว้แล้วเพื่อให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแมป และตามที่สัญญากับต่างประเทศไว้ โดยกลุ่มต่อต้านรอที่จะมีการเลือกตั้งต่อไป

ภาพจำลองที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือ ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน กลุ่ม 2-4 จะออกมาเคลื่อนไหว ก่อกวน ปลุกระดมเต็มที่ เรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ลาออกเพราะประชาชนไม่ยอมรับแล้ว และกดดันจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทำให้รัฐบาล คสช.บริหารประเทศลำบาก

จนถึงขณะนี้ ภาพจำลองที่ 1 มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด และเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุด รองลงมาคือภาพจำลองที่สอง ส่วนภาพจำลองที่ 4 ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ที่รัฐบาลต้องเตรียมแผนสำรองไว้ให้ดี ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะวุ่นวายอีก เพราะฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีทั้งเงินและคนจะระดมสรรพกำลังเข้ากระทำต่อรัฐบาล คสช.อย่างเต็มที่ และอาจพัฒนาสถานการณ์ให้ไปไกลเกินกว่าการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองก็ได้  

หลังจากที่ทราบผลการทำโพลของฝรั่งที่ถูกจ้างมาทำโพลให้ทุกครั้งก่อนการเลือกตั้งว่า ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะผ่านการลงประชามตินักยุทธศาสตร์พรรคจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยใช้ประโยชน์จากการที่คนไทยจำนวนมากที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่บริหารประเทศต่อไป ด้วยการยุหากต้องการให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อ ก็อย่ารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ เราคงได้เห็นภาพจำลองที่ 4 ที่ประเทศไทยคงกลับเข้าสู่ความวุ่นวายต่อไป ดังนั้น ประชาชนต้องลงมติบนการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ต้องไปฟังคำแนะนำของคนอื่นว่าจะรับหรือไม่รับ ประชาชนเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดอนาคตของประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ