
FinTech ที่ ธปท.อยากเห็น (1)
โดย..ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย..ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุน FinTech ผ่านผู้ให้บริการทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน (สง.) และ Non-bank อย่าง FinTech Startups
FinTech เป็นพลังขับเคลื่อนและเข้ามาเติมเต็มการให้บริการทางการเงิน สอดคล้องตามแผนพัฒนาระบบการเงินระยะที่ 3 ที่จะนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการทางการเงิน (Financial Technology-FinTech) จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน และแหล่งเงินในระบบด้วยบริการที่หลากหลายครบถ้วนและรวดเร็ว มีช่องทางการให้บริการได้อย่างทั่วถึงทุกที่ทุกเวลา ด้วยราคาการให้บริการที่เหมาะสมเป็นธรรม และส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทั้ง สง. และ FinTech Startups สามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยต้นทุนดำเนินงานที่ต่ำลง อันจะนำไปสู่การยกระดับการแข่งขันและรายได้ของประเทศ นอกจากนี้ FinTech จะช่วยให้ผู้ให้บริการและผู้ที่เกี่ยวข้องมีฐานข้อมูล (Big Data) ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการเสนอบริการ พิจารณาความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมทั้งการกำกับดูแลในเชิงนโยบายต่อไป
FinTech เป็นคำที่ใหญ่มากและครอบคลุมหลากหลายประเภท ด้านการชำระเงิน (Payment) มีความสำคัญมาก ธปท.จึงเริ่มต้นด้วยการผลักดันโครงการ e-Payment เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล เริ่มจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน โดยเพิ่มทางเลือกการโอนเงินในระบบผ่าน PromptPay และการส่งเสริมการใช้บัตรเดบิตในการชำระเงิน ซึ่งระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของธุรกรรมการชำระเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาระบบการชำระเงินจะยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักสากล เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจที่จะใช้บริการในส่วนที่นอกเหนือจาก Payment ได้แก่ Credit Access : ประชาชนและธุรกิจที่ยังมีปัญหา Access สามารถเข้าถึงบริการการเงินที่มีคุณภาพได้ด้วยราคาที่เป็นธรรม แต่ FinTech ไม่ควรซ้ำเติมหรือเพิ่มปัญหาที่มีอยู่ เช่น กระตุ้นการก่อหนี้ครัวเรือนที่ไม่จำเป็น
Saving/Investment : ลดพวก Marketing Fee และ Distribution Fee ให้ประชาชนได้
ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในยุคดอกเบี้ยต่ำ การลดต้นทุนการดำเนินงาน ถ้าจะทำให้ NIM ปรับลดลง ต้องอาศัยการลด Operational Cost หลังบ้านของสถาบันการเงิน เพิ่มความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ด้วยการลด Credit Risk รวมถึง Monitor Behaviour ตลอดจนจัดทำ Dynamic credit risk assessment เพิ่มความรู้ในการวางแผนทางการเงิน รวมถึงความรู้ความเข้าใจผลิตภัณฑ์การเงิน
ความคาดหวังของ ธปท. : ธปท.พร้อมสนับสนุนให้ FinTech ไทยมีการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยความน่าเชื่อถือ (Trust) ปลอดภัย และมั่นคง โดยเติมเต็มช่องว่างของการให้บริการการเงินในประเทศไทย ด้วยบริการที่มีคุณภาพและราคาที่ถูกลงตรงกับความต้องการของ Market Segment โดยเฉพาะในกลุ่ม Niche Segment ไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบให้กับระบบสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยก้าวหน้าและปลอดภัย โดยคำนึงถึง IT Security และ Cyber Security
ให้ความสำคัญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยผู้บริโภคต้องมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอในการตัดสินใจ สามารถเลือกซื้อหรือใช้บริการตามความต้องการ เมื่อมีปัญหาสามารถมีช่องทางร้องเรียนได้ และหากไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภค ผู้บริโภคก็ต้องได้รับค่าชดเชย ได้รับการดูแล การรักษาข้อมูลความลับของผู้บริโภค ตลอดจนการมีธรรมาภิบาลของผู้บริหาร และการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ใช้บริการ สามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงการให้บริการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาค
สำหรับแนวทางการกำกับดูแล FinTech ของ ธปท. ให้ความสำคัญในการกำกับดูแล FinTech 3 ประการ คือ การคุ้มครองผู้ใช้บริการ/ผู้บริโภค การส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน และการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะเริ่มต้น ธปท.จะนำแนวคิด Regulatory Sandbox มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ (ทั้งที่เป็น สง. หรือไม่ใช่ สง.) สามารถทดลองการทำธุรกรรมก่อนให้บริการจริง
เนื่องจาก FinTech เป็นธุรกิจใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ที่อาจมีความซับซ้อนมากขึ้นมาใช้ ทำให้ผู้ประกอบการทั้ง สง. และ FinTech Startups บางรายประสงค์จะขอทดลองผลิตภัณฑ์ หรือให้บริการลูกค้าในวงจำกัดก่อนในระยะเริ่มต้น ซึ่ง ธปท.เห็นว่าเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อสถาบันการเงินที่เป็น FinTech ขนาดใหญ่ ที่ต้องการเพิ่มช่องทางและเสนอบริการที่หลากหลายตามความต้องการของลูกค้า สามารถขออนุญาตเพื่อทำการทดลอง Application/Model ได้
อ่านตอนจบวันศุกร์ที่ 29 ก.ค. 2559







