
ปัญหาทุจริตค่ารักษาพยาบาลของราชการ
โดย...รุจิระ บุนนาค
โดย...รุจิระ บุนนาค
ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลในประเทศไทยพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และอาจกล่าวได้ว่าประชาชนแทบทุกภาคส่วนได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐ แต่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละอาชีพ เช่น งานราชการจะมีระบบสวัสดิการข้าราชการดูแล งานเอกชนจะมีระบบประกันสังคมดูแล หากไม่ทำงาน (หรืองานที่ไม่อยู่ในระบบ) ยังมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ในส่วนของภาคเอกชนจะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน เพราะส่วนใหญ่จะใช้สิทธิรักษาพยาบาลที่เดียวตามหลักเกณฑ์ของประกันสังคม หรือหากเป็นบัตรทองผู้ใช้สิทธิจะใช้ได้เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนไว้ตามภูมิลำเนา แตกต่างจากข้าราชการที่มีข่าวการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อนอยู่บ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานราชการ
เมื่อประมาณเดือน พ.ค. 2559 กรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบพบข้าราชการและบุคคลในครอบครัวจำนวน 11 ราย มีพฤติการณ์ทุจริตในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้ง 11 ราย มีพฤติกรรมคล้ายกัน คือ ขอใช้สิทธิเบิกจ่ายตรง (ไม่ต้องจ่ายเงินเองทางโรงพยาบาลจะไปเรียกเก็บจากกรมบัญชีกลาง) ในการรักษาพยาบาลไว้หลายโรงพยาบาล และไปขอใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลที่แจ้งสิทธิไว้ในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นการเบิกซ้ำซ้อน ส่วนใหญ่จะเบิกยารักษาโรคที่มีราคาแพงแล้วนำไปขายต่อ เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคมะเร็ง ฯลฯ ทางราชการสุ่มตรวจเจอเฉพาะที่เบิกเกิน 5 แสนบาท ส่วนที่ไม่ได้สุ่มหรือสุ่มไม่เจอน่าจะยังมีอีกมาก
ปัจจุบันข้าราชการและครอบครัวที่ใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลมีประมาณกว่า 5 ล้านราย เบิกจ่ายงบประมาณปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยคนละประมาณ 1 หมื่นบาท/ปี ซึ่งค่าใช้จ่ายร้อยละ 80 มาจากค่ายา เนื่องจากข้าราชการสามารถเบิกยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้
เรื่องประเภทนี้ไม่ใช่เพิ่งปรากฏเมื่อปี 2556 กรมบัญชีกลางเคยออกประกาศเพื่อควบคุมค่ารักษาพยาบาลและระบบสวัสดิการข้าราชการ และออกหนังสือเวียนถึงโรงพยาบาลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายยานอกบัญชี
สาเหตุเนื่องจากผู้ป่วยบางรายเวียนเทียนรับยาจากโรงพยาบาลมากถึง 600 ครั้ง/ปี มากกว่าจำนวนวันในหนึ่งปีทำให้กรมบัญชีกลางสั่งห้ามและกำหนดอัตราเบิกจ่ายค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติกลุ่มเป้าหมายที่มีการเบิกจ่ายจำนวนมาก เช่น ยารักษาโรคเข่าเสื่อม (กลูโคซามีนซัลเฟต)
ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้ออกประกาศให้ผู้ป่วยลงทะเบียนรักษาโรคเรื้อรังในโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว ต่อหนึ่งโรคเรื้อรังหรือทุกโรค แต่ยังมีการแจ้งสิทธิไว้หลายโรงพยาบาลและมีการเวียนเทียนเบิกยารักษาโรคซ้ำซ้อนอยู่เช่นเดิม ทำให้เสียงบไปโดยใช่เหตุ กรมบัญชีกลางจึงต้องควบคุมงบส่วนนี้ โดยกำหนดให้เป็นการรักษาพยาบาลแบบเหมาจ่ายสำหรับผู้ป่วยนอก คือ จำกัดค่าใช้จ่ายไว้จำนวนหนึ่ง ส่วนที่เกินผู้ป่วยต้องจ่ายเอง
ตามสิทธิของข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากรัฐได้ และยังรวมถึงบุคคลในครอบครัวด้วย ซึ่งหมายความถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีสิทธิซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีสิทธิ และบิดาหรือมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิได้ตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม แม้บุคคลในครอบครัวสามารถใช้สิทธิของข้าราชการได้ แต่หากบุคคลในครอบครัวเป็นผู้มีสิทธิเช่นเดียวกัน ให้ต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของตนเอง เช่น สามีทำงานเอกชนมีสิทธิตามกฎหมายประกันสังคม ต้องใช้สิทธิของประกันสังคม แต่หากค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมต่ำกว่าสามารถเบิกส่วนที่ขาดได้ตาม พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553
เห็นได้ว่า หากข้าราชการและบุคคลในครอบครัวปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อน เว้นแต่เป็นเรื่องเจตนาและอาศัยความเป็นผู้ป่วยให้หมอจ่ายยาให้ โดยอ้างเหตุผลว่าขาดยาต้องเดินทางไปต่างจังหวัด และต้องการยาเพื่อบรรเทาอาการป่วยในระหว่างนั้น ทำให้หมอมีความจำเป็นต้องจ่ายยา เมื่อได้ยามาก็นำไปขายต่อ ถือเป็นการทุจริตที่ทำให้เสื่อมเสียแก่ระบบสวัสดิการข้าราชการ
นับว่ายังโชคดีที่กรมบัญชีกลางสุ่มตรวจเจอ แม้จะมีเพียงส่วนน้อยแต่ส่งผลกระทบต่อระบบสวัสดิการข้าราชการโดยรวม การใช้ระบบเบิกจ่ายตรงจุดประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ป่วยไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ก็เป็นช่องทางให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ดังนั้น หากจะใช้วิธีสำรองจ่ายไปก่อน เวลาเบิกเงินคืนกับทางราชการต้องมีใบเสร็จ ก็จะทำให้ไม่สามารถไปรักษาพยาบาลหรือขอรับยาหลายที่พร้อมกันได้
ขณะที่ทางแก้ปัญหาของการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลซ้ำซ้อนของข้าราชการ ต้องใช้วิธีการเดียวกับเอกชนในระบบประกันสังคมที่บังคับให้ใช้สิทธิได้เพียงที่เดียว ไม่เช่นนั้นแล้วเป็นภาระแก่รัฐที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งสร้างและวางระบบคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสอบการใช้บริการซ้ำซ้อนได้ แต่ก็เป็นภาระแก่รัฐบาลที่ต้องจัดงบประมาณเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้
เรื่องนี้ควรเป็นกรณีศึกษาให้กับการตรวจสอบการทุจริตระบบสวัสดิการของข้าราชการเพราะยังมีสวัสดิการประเภทอื่นๆ ที่รัฐจัดให้ ซึ่งข้าราชการที่ทุจริตบางคนยังอาศัยช่องว่างบางประการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากการได้สวัสดิการนั้น







