
กองทุนบำนาญเร่งปรับทัพ รับยุคดอกเบี้ยติดลบ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ /นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ /นันทิยา วรเพชรายุทธ
นับตั้งแต่สหราชอาณาจักรเลือกถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต มาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ให้สัญญาจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงหลังจากนี้ กดดันไปยังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่อาจต้องออกมาตรการเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์เบร็กซิตสร้างผลกระทบหรือความผันผวนตามมา เนื่องจากยุโรปเป็นภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเบร็กซิตมากที่สุด
เช่นเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนถึงปลายปีนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาด ส่วนในฝั่งเอเชียนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็มีแนวโน้มสูงที่อาจต้องขยายมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายทางการคลัง หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกรุมเร้าหลายด้าน จนทำเอานโยบายอาเบะโนมิกส์ ที่ใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2012 เริ่มกลายเป็นกระสุนด้าน
สถานการณ์เหล่านี้กำลังสะท้อนภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ยุคของนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ อาจต้องลากยาวออกไปกว่าที่คาด ผิดจากเดิมที่เคยคาดการณ์กันว่าสหรัฐจะเป็นผู้นำการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยให้เริ่มทยอยกลับสู่ภาวะปกติในปีนี้ และแน่นอนว่า “กองทุนบำเหน็จบำนาญ” ทั่วโลก คือหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่เผชิญแรงกดดันให้ต้องปรับตัวรับกับยุคดอกเบี้ย 0% ยิ่งกว่าใคร
จากเดิมที่เน้นการลงทุนที่ปลอดภัยชนิด “น้อยแต่ชัวร์” ในกลุ่มพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ที่มีเครดิตดีเป็นหลัก ทว่าในวันนี้บรรดากองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกต้องเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ และเตรียมตัวรับการลงทุนความเสี่ยงสูงในตลาดหุ้นกันแล้ว
จากข้อมูลของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ยุคดอกเบี้ยต่ำดังกล่าวเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับกองทุนบำนาญทั่วโลก และต้องปรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเอบีพี กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีสินทรัพย์มากถึง 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ส่งสัญญาณอาจมีการพิจารณาปรับลดผลประโยชน์คืนแก่นักลงทุนในปีนี้ เนื่องจากผลการดำเนินงานอาจไม่เข้าเป้า
สำหรับอังกฤษแล้ว กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ที่สุด 350 แห่ง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ขาดทุนรวมกันทั้งหมดไปแล้วถึง 1.19 แสนล้านปอนด์ (ราว 5.3 ล้านล้านบาท) ในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ด้านไอริช แอสโซซิเอชัน ออฟ เพนชัน ฟันด์ กองทุนของไอร์แลนด์ ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
เพราะยุคของอัตราดอกเบี้ยต่ำ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่สูงขึ้น ตั้งแต่เบร็กซิตไปจนถึงการเลือกตั้งสหรัฐปลายปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ที่เคยเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกยิ่งลดต่ำลงเป็นเงาตามตัว เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี รัฐบาลสหรัฐปิดตัวต่ำกว่า 1.4% เป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเบร็กซิตทำให้นักลงทุนวิ่งเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยกองทุนบำนาญรัฐแมสซาชูเซตส์ ระบุว่า สินทรัพย์ของกองทุนทั้งหมด 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) อาจลดลงราว 2% หลังเบร็กซิต
แต่ที่แย่ยิ่งกว่า ก็คือ สถานการณ์ในกลุ่มประเทศที่ใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ เช่น ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน และกลุ่มประเทศยูโรโซน ซึ่งหลายประเทศต่างเผชิญบอนด์ยิลด์ที่ต่ำกว่า 0% กันถ้วนหน้าแล้วในช่วงหลายเดือนมานี้
พันธบัตรอายุ 10 ปีของเยอรมนี เปิดประมูลไปเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ในอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ลบ 0.05% โดยมีการประมูลซื้อไปทั้งหมด 4,038 ล้านยูโร (ราว 1.56 แสนล้านบาท) ส่วนในปีที่แล้วสวิตเซอร์แลนด์ก็เปิดประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี โดยให้บอนด์ยิลด์ติดลบ เช่นเดียวกับพันธบัตรอายุ 1 เดือน ของญี่ปุ่น ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
ภาวะเช่นนี้จึงถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้กองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกต้องปรับตัวเข้าหาการลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” แทน
เนชั่นแนลเพนชัน เซอร์วิส (เอ็นพีเอส) กองทุนบำนาญของเกาหลีใต้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีสินทรัพย์รวมถึง 5.12 ล้านล้านวอน (ราว 1.5 แสนล้านบาท) เพิ่งประกาศแผนการลงทุนใหม่ไม่นานนี้กับการเข้าลงทุนใน “เฮดจ์ฟันด์” เป็นครั้งแรกในปีนี้
เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้มากกว่าเสียในการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้นเช่นนี้ เอ็นพีเอสจึงจำเป็นต้องหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น และได้ประกาศเลือก 2 กองทุนชื่อดังอย่าง “แบล็กร็อก ไฟแนนเชียล แมเนจเมนต์” และ “กรอสเวเนอร์ แคปิตัล แมเนจเมนท์” บริษัทจัดการการลงทุนระดับโลกจากสหรัฐ เข้ามาช่วยบริหารจัดการพอร์ตในปี 2016 นี้ เพื่อเข้าไปลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ทั่วโลก
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีรายงานจากบลูมเบิร์กว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญท้องถิ่นในจีนซึ่งมีพอร์ตลงทุนรวมกันถึงราว 2 ล้านล้านหยวน (ราว 10.42 ล้านล้านบาท) กำลังปรับกลยุทธ์ใหม่โดยกระจายเงินบางส่วนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ไปลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกองทุนประกันสังคมแห่งชาติของจีน ที่ถือเป็นมืออาชีพกว่าในฐานะผู้ดูแลพอร์ตใหญ่ขนาด 1.5 ล้านล้านหยวน (ราว 7.52 ล้านล้านบาท) และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีได้ถึง 8.8% นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา
บริษัทวิจัยตลาดคัลลัน เปิดเผยว่า จากในอดีตที่กองทุนบำนาญสามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 7.5% อย่างง่ายๆ เพียงแค่ลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้เกรดดีนั้น สถานการณ์เช่นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแล้วในภาวะปัจจุบัน หากต้องการผลตอบแทนในระดับดังกล่าว ก็ต้องยอมเสี่ยงลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นกู้นอกตลาดแทน
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าทุกกองทุนจะฝีมือดีหรือโชคดีในการลงทุนความเสี่ยงสูงเช่นนี้เสมอไป
สื่อหลายแห่งรายงานว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่น (จีพีไอเอฟ) ซึ่งเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาจประสบภาวะขาดทุนถึง 5 ล้านล้านเยน (ราว 1.71 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 ซึ่งจะถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตามภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในหลายบริษัทที่เผชิญข่าวอื้อฉาวทางลบจนฉุดราคาให้ดิ่งลงอย่างหนัก เช่น โตชิบ้า คอร์ป
การไล่ล่าหาดอกเบี้ยดีๆ ที่ยากขึ้น สวนทางความเสี่ยงขาดทุนที่เข้ามาแทนที่ ยังทำให้กองทุนบำเหน็จบำนาญหลายแห่งทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ไม่มีทางเลือกเพราะไม่อยากเสี่ยงสูงกับเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตของหลายคน ต้องจำใจปรับลดผลประโยชน์ของผู้รับบำนาญลงแทน โดยเฉพาะกองทุนหลายแห่งในยุโรปที่หันไปทางไหนก็เจอแต่ดอกเบี้ยติดลบ
เอบีพีซึ่งเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการขนาดสินทรัพย์ 4.02 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14 ล้านล้านบาท) และกองทุนพีเอฟแซดดับเบิลยู ซึ่งเป็นกองทุนบำนาญของกลุ่มเจ้าหน้าที่ในระบบสาธารณสุข ประเทศเนเธอร์แลนด์ เริ่มส่งสัญญาณเตือนในช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า อาจต้องลดเงินปันผลตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้กองทุนประสบปัญหาในการทำรายได้
ยิ่งภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่มีวี่แววจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีในเร็ววันนี้ ความเสี่ยงทางปากท้องก็ยิ่งกระจายไปสู่คนทุกกลุ่มทุกวัยอย่างไร้ทางเลี่ยงไปอีกนาน







