posttoday
จดหมายถึงนักศึกษาก่อนเปิดเทอม

จดหมายถึงนักศึกษาก่อนเปิดเทอม

18 กรกฎาคม 2559

โดย...ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์

โดย...ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์

ผมขอแปลจากบทความใน Huffington Post เรื่อง Message to my Freshman students โดย Keith M. Parsons ศาสตราจารย์ด้านปรัชญา มหาวิทยาลัยHouston-Clear lake ที่เผยแพร่เมื่อวันที่15 พ.ค. 2558 (http://www.huffingtonpost.com/keith-m-parsons/message-to-my-freshman-st_b_7275016.html) มาให้อ่านกันครับ

เป็นครั้งแรกในหลายๆ ปีที่ผมมาสอนวิชาชั้นปีที่หนึ่ง ในวิชาปรัชญาเบื้องต้น ประสบการณ์ส่วนใหญ่ดี มีคนบอกผมว่านักเรียนปีหนึ่งที่ผมจะได้สอน จะน่าสงสาร ไม่สนใจใฝ่รู้ ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่ตอบสนองต่อคำถาม และส่วนใหญ่จะขาดเรียน และดังนั้นจึงเรียนรู้ช้า ผมรู้สึกยินดีที่จะบอกว่าคำจำกัดความนี้ไม่ตรงกับนักเรียนส่วนใหญ่ แต่นักเรียนบางส่วนยังขาดเรียน และบางส่วนแม้จะเข้าเรียนยังวอกแวกหรือไม่สนใจ บางคนต้องถูกเตือนว่าเวลาเรียนไม่ใช่เวลาสังสรรค์หรือส่งข้อความ

ผมจำเป็นต้องบอกเด็กๆ เหล่านี้ว่ามหาวิทยาลัยต่างจากโรงเรียนมัธยม พวกเขาจะไม่โดนส่งไปทำโทษถ้าอยู่นอกห้องเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาต และถ้าไม่สนใจในเรื่องที่กำลังเรียนกันอยู่ก็สามารถจะออกจากห้องไปได้ทุกเมื่อ จริงๆ แล้วผมสงสัยว่าเด็กๆ เหล่านี้ยังไม่ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ดังนั้นในเทอมหน้าวันแรกของการเรียนผมจะบอกนักเรียนชั้นปีหนึ่งของผมดังนี้

ยินดีต้อนรับสู่การศึกษาขั้นสูง ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในการเรียนที่นี่คุณต้องรู้บางอย่างถึงการทำงานของที่นี่ สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่คุณต้องรู้คือความแตกต่างระหว่างผู้สอนที่จะสอนคุณที่นี่กับที่คุณเคยพบมา ผมขอใช้เวลาสองสามนาทีอธิบายให้ฟัง

ข้อแรก ผมเป็นอาจารย์ของคุณ ไม่ใช่ครู มันมีข้อแตกต่าง ก่อนหน้านี้การเรียนของคุณอยู่ในมือของครู และหน้าที่ของครูคือต้องแน่ใจว่าคุณเรียนรู้ ครูจะถูกประเมินจากผลการเรียนรู้ (Learning Outcome) โดยทั่วไปจะวัดโดยข้อสอบมาตรฐาน ถ้าคุณไม่เรียน ครูของคุณจะถูกตำหนิ แต่สถานการณ์จะต่างกันในมหาวิทยาลัย ไม่มีส่วนใดที่ผมต้องทำให้คุณเรียน ที่มหาวิทยาลัย หน้าที่ของคุณคือเรียนรู้ และเป็นหน้าที่ของคุณคนเดียว หน้าที่ของผมคือนำคุณไปสู่น้ำพุแห่งความรู้ ไม่ว่าคุณจะดื่มมันอย่างเต็มที่หรือแค่อมแล้วคายขึ้นอยู่กับคุณเพียงอย่างเดียว

ครูของคุณต้องรับผิดชอบถ้าคุณสอบตก และครูของคุณต้องแสดงให้เห็นว่าเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้คุณตก ผมไม่ต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวของคุณ ในทางตรงข้ามผมได้เงินเดือนเท่าเดิมไม่ว่าคุณจะได้ A หรือ F คณบดีจะไม่เรียกผมไปพบและถามว่าผมได้คุยกับผู้ปกครองของคุณกี่ครั้งเรื่องความก้าวหน้าของคุณ จริงๆ แล้ว เนื่องจากปัจจุบันคุณเป็นผู้ใหญ่ การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวกับครอบครัวของคุณจะเป็นการผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผมไม่ต้องจดว่าผมได้ให้การสอนเพิ่มเติมหรืองานเพิ่มกี่ครั้ง ผมไม่มีข้อผูกพันใดๆ ที่ต้องให้คุณผ่านหรือได้เกรดใดเกรดหนึ่งแต่อย่างใด

ข้อสอง มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันหัวโบราณและชอบที่จะทำอะไรแบบเดิมๆ ในโรงเรียนส่วนใหญ่ที่คุณเรียนมาเป็นการเรียนเพื่อเตรียมสอบ ครูของคุณแทบไม่ได้ถูกอนุญาตให้สอน แต่ถูกบังคับให้เตรียมตัวคุณให้พร้อมต่อการสอบเทียบมาตรฐานการศึกษา ในแง่นั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยยังมีอิสระทางการศึกษามากกว่า นั่นหมายความว่าเนื้อหาและรูปแบบของวิชาที่คุณเรียนยังขึ้นกับอาจารย์ผู้สอน และรูปแบบอาจจะยังมีส่วนใหญ่เป็นการบรรยาย มีการถกเถียงบ้าง และอาจจะมีการเตรียมสอบเล็กน้อยหรือไม่มีเลย

ช่วงหลังๆ นี้การบรรยายถูกโจมตีด้วย “การเรียนแบบกลับ” ซึ่งเป็นความนิยมร่วมสมัยในกลุ่มนักการศึกษา พวกเราที่เป็นอาจารย์ที่สอนกับกระดานแบบเก่าโดนวิจารณ์ว่าให้หยุดทำตัวเป็น “ผู้รู้บนเวที” แต่มาเป็น “ผู้ชี้นำข้างๆ” เพื่อช่วยนักเรียนพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การบรรยาย เขาว่าเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการสอนเด็กยุคปัจจุบันที่ช่วงเวลาความสนใจมีแค่นาโนวินาที (1 นาโนวินาที คือหนึ่งในพันล้านวินาที:-ผู้แปล) เราไม่ควรหวังว่านักเรียนจะฟังเรา แต่ต้องสร้างเงื่อนไขกระตุ้นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

นักเรียนฮอกวอร์ททั้งหลาย คุณต้องเรียนรู้ที่จะฟัง การฟังที่ต้องเรียนไม่ใช่การฟังเฉยๆ แบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างการดูโทรทัศน์ แต่เป็นการฟังเชิงวิพากษ์ การฟังเชิงวิพากษ์หมายความว่าคุณไม่เพียงได้ยินแต่ต้องคิดในเรื่องที่ได้ยินด้วย การฟังเชิงวิพากษ์จะสร้างคำถามและประเมินว่าได้ยินอะไรและหาหัวใจและหลักการและหลักการรวม หลักสูตรมัธยมปลายน่าจะช่วยคุณได้มากกว่านี้ถ้าเน้นการฝึกทักษะการฟังมากกว่าซ้อมการทำข้อสอบ

สุดท้าย เมื่อคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย มันเหมือนกับคุณไปยังอีกประเทศหนึ่ง ที่ซึ่งมีวัฒนธรรมและค่านิยมที่ต่างออกไป ผมพบว่าข้อแตกต่างที่กว้างที่สุดระหว่างเราคือความแตกต่างทางวัฒนธรรม ผมซึมซับวัฒนธรรมและค่านิยมของการศึกษายุคโบราณและมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของผม ส่วนคุณในอีกด้านเข้าเรียนโดยนำวัฒนธรรมและค่านิยมที่ต่างออกไป ซึ่งทำให้คุณรู้สึกว่าสิ่งที่ผมยึดถือแปลกประหลาดและเข้าใจยาก

เช่น การอ้างอิง สำหรับนักการศึกษาเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการอ้างอิง การอ้างอิงอย่างถูกต้องของที่มาเป็นการให้เกียรติต่อการทำงานหนัก ละเอียดลออ ความชาญฉลาดและความเข้มแข็งของบางคนที่ทุ่มเทที่จะสร้างองค์ความรู้ สำหรับพวกคุณ การอ้างอิงและบรรณานุกรมเป็นเพียงห่วงที่ไม่มีความหมายที่ต้องโดดเข้าไปและคุณมักจะทำมันอย่างไม่ระมัดระวัง ยิ่งกว่านั้นความแตกต่างระหว่างเราในเรื่องการอ้างอิงอย่างถูกต้องส่วนใหญ่คือพวกคุณไม่ได้พิจารณาการลอกเลียนผลงานเคร่งครัดเท่ากับผม ถ้าคุณต้องการเช่นนั้น ความแตกต่างอย่างมากระหว่างคุณและอาจารย์ของคุณอาจจะเป็นเรื่องนี้ คุณคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นที่ที่คุณจะได้ปริญญาบัตร สำหรับอาจารย์ของคุณ มหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่ให้ปริญญาบัตรแต่เพียงอย่างเดียว อาจารย์ของคุณยังคิดว่ามหาวิทยาลัยยังมีหน้าที่เรื่องการศึกษาด้วย ถ้าคุณตั้งเป้าจะได้ใบปริญญาดังนั้นวิชาต่างๆ ก็เป็นอุปสรรคในการไปถึงเป้าหมาย (ที่คุณต้องฝ่าฟัน:-ผู้แปล) สำหรับอาจารย์ของคุณ วิชาต่างๆ เป็นโอกาสที่คุณจะทำให้โลกมีความรู้มากขึ้นและทำให้คุณแข็งแรงขึ้น...

จบเนื้อหาที่แปลมา ผมอยากจะเสริมเพื่อความเข้าใจให้มากขึ้นสำหรับนักศึกษาในประเทศไทย

ข้อแรก เรื่องการเข้าเรียน ในมหาวิทยาลัยไม่มีใครบังคับคุณว่าต้องเข้าเรียน การตัดสินใจว่าจะเข้าเรียนหรือไม่ขึ้นกับตัวคุณ ตราบใดที่คุณสามารถสร้างความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนได้ด้วยตัวเอง การเข้าเรียนเป็นการใช้เวลาที่สั้นที่สุดที่จะเรียนรู้หัวข้อที่จะต้องศึกษา บางครั้งอาจารย์ก็ต้องการจะรู้ว่าเรากำลังพูดคุยเรื่องเดียวกันอยู่หรือไม่ จึงมีการเช็กชื่อหรือสอบย่อยบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังเรียนเรื่องเดียวกันอยู่

ข้อที่สอง แม้ว่าคุณจะเข้าเรียนสม่ำเสมอ แต่ความรู้ที่คุณควรจะรู้นั้นไม่ใช่เพียงแต่ในการบรรยายเท่านั้น หลายครั้งจะรวมถึงความรู้ที่เรียนมาก่อนหน้า และการนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ ซึ่งเวลาในห้องเรียนย่อมจะไม่เพียงพอ นักศึกษาที่ดีต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารและหนังสือด้วยไม่ใช่เพียงเข้าเรียนแล้วจบ รวมทั้งต้องฝึกฝนแบบฝึกหัดต่างๆ ที่มอบหมายให้ด้วยตนเอง ส่วนใหญ่พวกเราจะทำเมื่อต้องส่งหรือมีคะแนน แนวคิดแบบนี้ไม่ควรมีในระดับมหาวิทยาลัย

ข้อที่สาม อาจารย์ไม่ใช่สัตว์ร้ายที่จ้องจะกินคุณตลอดเวลา ถ้าไม่เข้าใจเข้ามาถามได้ ปัญหาใหญ่คือบางเวลาอาจารย์ก็ไม่ว่างเหมือนกัน อาจารย์ก็เหมือนกับพวกคุณที่มีกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องทำ แต่ไม่มีอาจารย์คนไหนที่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามหรอก แต่โดยทั่วไปจะมีบอกไว้ว่าเวลาใดเป็นเวลาที่สามารถจะคุยกันได้ในรายละเอียด ขอเพียงแต่ก้าวเข้ามาพูดคุยกัน จะดีกว่า อาจารย์บางท่านอาจจะมี Facebook Group หรือช่องทางติดต่อแต่ก็ไม่ได้อยู่หน้าเครื่องตลอดเวลา เผื่อเวลาไว้สักนิดก็ดี

ข้อที่สี่ ทำอย่างไรเมื่อคะแนนไม่ดี แม้คุณจะพยายามก็มีโอกาสที่คะแนนอาจจะไม่ดีอย่างที่คิด เรื่องนี้เรียกได้ว่า Culture Shock ทีเดียวสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งและผู้ปกครอง ในสมัยมัธยมดูเหมือนจะเรียนดีเกรดอยู่ 3.5-4 พอเข้ามหาวิทยาลัย คะแนนกลางภาคออกมาได้ 20 จาก 100 นักศึกษาบางคนหรือผู้ปกครองบางคนถึงกับกล่าวว่าอาจารย์ตรวจข้อสอบผิดหรือเปล่า สิ่งที่ต่างกันคือ ในสมัยมัธยมมีคะแนนเก็บจากการเข้าเรียน 60-70% มีคะแนนจิตพิสัย 10% เหลือคะแนนสอบอยู่แค่ 30%

นอกจากนี้ ยังกำหนดว่าตกเมื่อคะแนนรวมไม่ถึง 50% เท่ากับว่าไม่มีใครตกแน่ๆ ต่อให้ส่งกระดาษเปล่า บางครั้งยังได้เกรด 3 นอกจากนี้ยังมีโอกาสสอบซ่อม แต่ในมหาวิทยาลัย คะแนนทั้งหมดมาจากการสอบสองครั้งกลางภาคและปลายภาค เป็นทักษะการสอบล้วนๆ และข้อสอบอาจเป็นเชิงบรรยายที่นักเรียนไม่เคยได้เจอมาก่อนเลย จึงไม่สามารถสื่อสารกับอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบได้ ส่วนใหญ่นักเรียนจะปล่อยหน้ากระดาษว่าง และไม่มีคะแนน

ดังนั้น ไม่แปลกที่นักเรียนที่เคยได้เกรด 3-4 กลายเป็นทำคะแนนสอบได้แค่ 20-30 คะแนนจาก 100 ประเด็นสำคัญคือ เมื่อไม่ผ่าน หรือตก ก็ไม่มีการสอบซ่อม หรือทำงานเพิ่ม ผู้ปกครองบางคนที่ไม่เข้าใจก็มักถามว่าทำไมอาจารย์ไม่เช็กชื่อ ทำไมไม่ให้การบ้าน บางที่ต่อให้เช็กชื่อก็ไม่มาหรือการบ้านไม่ยอมทำ ก็ต้องยอมรับสภาพคะแนน ซึ่งผมมักจะเจอบ่อยๆ ที่ถามว่า “ผมทำข้อสอบทำไมได้คะแนนแค่นี้” แต่พอไปดูกระดาษคำตอบปล่อยว่างเกือบหมด ตรงนี้ต้องปรับตัวกันด้วย

ถ้าคะแนนไม่ดีแล้วจะทำอย่างไร ระบบของมหาวิทยาลัยเอื้อให้นักศึกษาที่ได้คะแนนไม่ดี ถอนรายวิชาได้ โดยจะได้เกรดเป็น W หมายถึง Withdrawn และจะไม่นำเกรดมาคิดในการหาเกรดเฉลี่ย และสามารถมาลงเรียนใหม่ได้ แต่นักศึกษาปีหนึ่งมักคิดว่าเรียนให้ผ่านๆ ไป บางครั้งคะแนนต่ำก็ไม่ยอมถอนรายวิชา คิดว่าน่าจะมาขอทำงานเพิ่มหรือสอบซ่อมได้ หรืออาจารย์จะตัดตกที่คะแนนไม่สูง แต่มักลืมไปว่าอาจารย์ก็จะมีมาตรฐานในการผ่านรายวิชาว่านักศึกษาต้องมีความรู้ในระดับหนึ่งเหมือนกัน ถ้าคุณได้คะแนนต่ำแล้วไม่ถอนรายวิชาก็มีโอกาสที่จะตกในรายวิชานั้นๆ

สิ่งที่อยากจะเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง คือ อยากให้นักศึกษาทั้งหลายมองถึงการมีความรู้ในสาขา มากกว่าจะคิดแค่สอบแค่ผ่านๆ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับผัดผ่อนปัญหาไปเรื่อยๆ และการศึกษาในระดับสูงยังคงต้องการความรับผิดชอบที่จะทำหน้าที่ของตนด้วยการปรบมือข้างเดียวนั้นไม่ดัง ถ้าอาจารย์พยายามแต่นักศึกษาไม่พยายามด้วยก็เหมือนลงทุนเปล่า

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ