
‘อังกฤษ’ เนื้อหอม นานาชาติรุมจีบทำเอฟทีเอ
หลังจากประชาชนในสหราชอาณาจักร ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ลงประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต (Brexit) ด้วยเสียงข้างมาก 52 ต่อ 42 เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่ากระบวนการในการยื่นถอนตัวออกจากอียูจะใช้เวลา 2 ปีนั้น
หลังจากประชาชนในสหราชอาณาจักร ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ลงประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต (Brexit) ด้วยเสียงข้างมาก 52 ต่อ 42 เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่ากระบวนการในการยื่นถอนตัวออกจากอียูจะใช้เวลา 2 ปีนั้น
ล่าสุด สำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูล ของออสเตรเลีย แสดงความสนใจที่จะผลักดันให้อังกฤษและออสเตรเลียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันโดยเร็วที่สุด ในระหว่างพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ หลังจากอังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต จากในช่วงที่ผ่านมาที่อังกฤษต้องปฏิบัติตามกฎของอียูว่า หากอังกฤษจะลงนามข้อตกลงการค้าใดๆ ก็ตาม จะต้องทำในนามของอียูและต้องผ่านความเห็นชอบของสมาชิกอียูเท่านั้น
“ฉันเห็นภาพชัดเจนว่า รัฐบาลของเราจะทำให้อังกฤษประสบความสำเร็จในการถอนตัวจากสหภาพยุโรป ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ พวกเราสามารถรับโอกาสในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับคู่ค้าอื่นๆ ทั่วโลกได้” เมย์ กล่าว พร้อมระบุว่า หนึ่งในคู่ค้าที่ใกล้ชิดที่สุดของอังกฤษอย่างออสเตรเลียก็ได้เสนอข้อเสนอการทำข้อตกลงการค้าเสรีมาแล้ว
ขณะเดียวกัน เลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีการค้าระหว่างประเทศของอังกฤษ ระบุว่า อังกฤษอยู่ระหว่างการดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นๆ นอกอียู ราว 12 ประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษกำลังดำเนินการเจรจาข้อตกลงการค้ากับแคนาดา ซึ่งขณะนี้การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก รวมถึงผู้แทนอังกฤษมีแผนจะเดินทางไปยังสหรัฐเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการค้าภายหลังเบร็กซิตอีกด้วย
“พวกเราสามารถทำให้อังกฤษเป็นดาวเด่นด้านการค้าเปิดกว้างได้ พวกเรามีหลายประเทศบอกกับเราว่า ‘พวกเราต้องการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก โดยไม่ต้องทำข้อตกลงกับอีก 27 ประเทศของอียู’” ฟ็อกซ์ กล่าว
ด้าน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 11-14 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนและผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้เดินทางไปเยือนอังกฤษ หลังจากอังกฤษได้ขอแยกตัวออกจากอียู เนื่องจากกระทรวงเห็นว่าไทยน่าจะมีโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การส่งเสริมธุรกิจด้านนวัตกรรม และการสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยในตลาดอังกฤษ รวมถึงการเพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ ระหว่างกัน ทั้งในระดับภาครัฐและเอกชน
“จากการพูดคุยอังกฤษมีความยินดีที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทยโดยตรง หลังจากที่อังกฤษกำลังจะออกจากอียู ซึ่งไทยก็เห็นด้วย เพราะเป็นประโยชน์ในการขยายการค้า การลงทุนเข้าสู่ตลาดอังกฤษได้ และเบื้องต้นได้มีการตกลงจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-อังกฤษ เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการเป็นประตูสู่เอเชียและยุโรประหว่างกัน โดยภาคเอกชนไทยมี ปตท.เป็นแกนกลาง และฝ่ายอังกฤษ มีโรลส์รอยซ์ เป็นแกนกลาง” สุวิทย์ กล่าว
สุวิทย์ กล่าวว่า ไทยและอังกฤษยังได้มีการหารือเพื่อเพิ่มความร่วมมือในด้านครีเอทีฟ อีโคโนมี การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งเสริมด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือในการพัฒนากลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) ซึ่งจะมีการจัดให้มีการพบปะและประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกปี โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกประมาณเดือน ก.ย.หรือ ต.ค.นี้
นอกจากนี้ ในช่วงที่ได้มีการหารือกับโรลส์รอยซ์ ไทยได้เชิญชวนให้โรลส์รอยซ์ย้ายฐานการผลิตนอกอังกฤษให้เข้ามาอยู่ในไทยแทน โดยปัจจุบันมีฐานการผลิตตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ เนื่องจากไทยมีนโยบายส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายที่จะยกระดับสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0
สุวิทย์ กล่าวถึงกรณีที่สินค้าไทยที่ขายในอังกฤษมีราคาแพงขึ้น 15% เนื่องจากผลกระทบจากเบร็กซิตนั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยว่าเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ และผลักดันให้แบรนด์ไทยมีความเข้มแข็ง เพื่อสร้างการยอมรับของผู้บริโภคต่อไป
ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2556-2558 ไทยและอังกฤษมีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันเฉลี่ยปีละ 3,667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.28 แสนล้านบาท โดยอังกฤษเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 จากอียู ขณะที่ในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2559 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-อังกฤษ อยู่ที่ 2,241.64 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 751 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยังอังกฤษคิดเป็นมูลค่า 1,496 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากอังกฤษคิดเป็นมูลค่า 745 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐประจำอียู เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนหลังเบร็กซิต ประกอบกับการเลือกตั้งในสหรัฐที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบาย อาจจะกลายมาเป็นเงื่อนไขทำให้การบรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนข้ามแอตแลนติก (ทีทีไอพี) ซึ่งเป็นข้อตกลงลดกำแพงภาษีการค้าระหว่างอียูและสหรัฐ ที่เริ่มเจรจามาตั้งแต่ปี 2013 เป็นไปได้ยากขึ้น







