เบื้องหลังยาแรงม.44 ล้างนายทุนรุกภูทับเบิก
หลังจากปัญหารีสอร์ทบนภูทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ผุดขึ้นเต็มภูทับเบิกจนสร้างผลกระทบในด้านต่างๆ ตามมา กระทั่งนำไปสู่การจัดระเบียบเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
หลังจากปัญหารีสอร์ทบนภูทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ผุดขึ้นเต็มภูทับเบิกจนสร้างผลกระทบในด้านต่างๆ ตามมา กระทั่งนำไปสู่การจัดระเบียบเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยยกให้เป็นโมเดลภายใต้การดำเนินงานจาก 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย จ.เพชรบูรณ์ เป็นผู้กำหนดแผนแม่บท หรือแอ็กชั่นแพลน 3-8-8 หรือ 3 หน่วยงาน 8 ยุทธการภายใน 8 เดือน
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถแก้ปัญหาผู้บุกรุกพื้นที่ ภูทับเบิกแถมยังมีผู้บุกรุกเพิ่มขึ้น เพราะมีข้อจำกัด ในข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ทำให้ขั้นตอนการบังคับคดีหลังศาลตัดสินพิพากษาแล้วก็ตาม แต่ขบวนการและขั้นตอนที่จะขับนายทุนและรีสอร์ทให้ พ้นออกจากป่าภูทับเบิกเป็นไปด้วยความล่าช้า แต่ตรงกันข้ามกลับยังมีการบุกรุกพื้นที่ป่าเกิดขึ้นใหม่ พร้อมทั้งการก่อสร้างรีสอร์ทอย่างต่อเนื่องโดยขาดความยำเกรงต่อกฎหมาย
กระทั่งในการประชุมรัฐมนตรี 4 กระทรวงหลัก เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ข้อเสนอให้นำมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา โดยวัตถุประสงค์ต้องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอนสิ่งปลูกต่างๆ ที่ผู้บุกรุกดำเนินการได้ ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีบทลงโทษที่ชัดเจนและให้ผู้บุกรุกเกิดความเกรงกลัว กระทั่งกลายเป็นที่มาของคำสั่ง หน.คสช.ที่ 35/2559
บัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผวจ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า คำสั่งของ คสช.ดังกล่าว คือปกป้องพื้นที่ป่าภูทับเบิกที่ถูกบุกรุกและมีการก่อสร้างรีสอร์ทต่างๆ และได้สร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ตามแผนแม่บทหรือแอ็กชั่นแพลน 3-8-8 ที่ได้ทำกันไว้ ซึ่งในข้อเท็จจริงภูทับเบิกอยู่ในป่าลุ่มน้ำชั้น 1 เอและลุ่มน้ำชั้น 1 บี รวมทั้งลุ่มน้ำชั้นสอง ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก และพื้นที่ภูทับเบิกยังอยู่ในเขตพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
ทั้งนี้ปัญหาคือการใช้พื้นที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ปริมาณการใช้พื้นที่เกินกว่าจะรองรับได้ สาธารณูปโภคไม่เพียงพอ น้ำและไฟฟ้าไม่พอ เพราะมีการขยายตัวทางด้านธุรกิจที่พักตากอากาศมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศ การท่องเที่ยวที่ขาดการควบคุมโดยทำกันตามอำเภอใจ ฉะนั้นนโยบายการแก้ไขปัญหาภูทับเบิก ทาง ครม.จึงได้มอบให้ พม.เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับ มท.และ ทส. สนธิกำลังทำงานภายใต้ยุทธการ 3-8-8
“ภายใต้แผนปฏิบัติการยังมีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกและรีสอร์ทต่างๆ ที่ไม่ถูกต้อง ทั้งกลุ่มที่ดำเนินคดีไปแล้ว กลุ่มที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีเพิ่มเติม เราพบว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถทำได้และมีข้อจำกัด ประกอบกับบางรายเป็นคนในพื้นที่ แต่กลับไปก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัยอันตราย ที่ผ่านมาได้แต่อาศัยกฎหมายบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งทำได้เพียงแค่สั่งห้ามคนเข้าไปในอาคารและสถานที่ที่กำหนดก็สามารถดำเนินการได้เพียง 50 หลัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำสั่ง คสช.” บัณฑิตย์ กล่าว
สำหรับรีสอร์ทที่ถูกจับกุมปัจจุบันมีทั้งหมด 46 คดี โดยกลุ่มที่ศาลตัดสินพิพากษาแล้วทั้งหมด 25 คดี และอีก 21 รายอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องดำเนินการบังคับใช้ให้เป็นไปตามคำสั่งของ คสช.ทั้งนี้คำสั่งของ คสช.มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.เป็นต้นไป ทำให้ ผวจ.เพชรบูรณ์ ต้องเชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาประชุมหารือถึงขั้นตอนการดำเนินงานและวิธีปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา
กระทั่งมีข้อสรุป โดยให้มีการออกแผนยุทธการหรือแผนปฏิบัติการพร้อมขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ พร้อมกำหนดแยกกลุ่มรีสอร์ทเป้าหมายดำเนินการเป็น 4 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มที่ถูกศาลตัดสินพิพากษาแล้ว 2.กลุ่มที่ป่าไม้ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้แล้วและอยู่ในชั้นสอบสวน 3.กลุ่มที่ทางโยธาธิการและผังเมืองตรวจอาคาร มีความเห็นสั่งรื้อจำนวน 50 หลังเนื่องจากสภาพอาคารไม่มั่นคงแข็งแรงปลอดภัย และ 4.กลุ่มที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการพังทลายของหน้าดิน และปิดกั้นขวางทางน้ำ รวมทั้งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ
การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับราษฎรชาวเขาที่อาศัยอยู่บนภูทับเบิกแต่อย่างใด เพราะได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2509 เพียงแต่มีบางส่วนที่มาประกอบธุรกิจในเชิงสถานที่พักตากอากาศ รีสอร์ท มีนายทุนจากภายนอกเข้ามาดำเนินการและก่อสร้างไม่ถูกต้อง ปิดขวางทางน้ำและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม จึงขอให้รื้อถอนออกและให้ปฏิบัติตามคำสั่งของทางเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและเกิดความสวยงามของภูทับเบิก
ต้องจับตาว่ามาตรการใช้กฎหมายรุนแรงครั้งนี้ จะกำราบนายทุนและรีสอร์ทที่ดื้อแพ่งให้หมดจากภูทับเบิกได้หรือไม่
เริ่มรื้อ'โรงเตี๊ยม'เป็นแห่งแรก
บัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผวจ.เพชรบูรณ์ เรียกประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาภูทับเบิกเมื่อวันที่ 13 ก.ค. โดยกำหนดการเริ่มรื้อถอนรีสอร์ทโรงเตี๊ยมเป็นแห่งแรก เนื่องจากเห็นว่าเป็นรีสอร์ทแห่งแรกของภูทับเบิก ที่ถูก ดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2554 และศาลมีคำพิพากษาตัดสินเป็นรายแรก
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำคำสั่งรื้อถอนรีสอร์ทต่างๆ รวม 19 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยให้รื้อถอนภายใน 30 วัน หากผู้ครอบครองไม่ยอมรื้อถอน เจ้าหน้าที่จะเข้ารื้อถอนและเรียกเก็บค่ารื้อถอนจากผู้ครอบครอง
“จะมีการแจ้งให้ทราบว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดำเนินการภายในวันไหน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเก็บทรัพย์สินและเมื่อรื้อถอนเสร็จก็จะขอค่ารื้อถอนเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการคืน กระแสการต่อต้านจะมีก็เฉพาะกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพิกเฉยต่อคำพิพากษา” บัณฑิต กล่าว
ภาพประกอบข่าว


