posttoday
ข้อเสนอแนะข้อมูลทางการท่องเที่ยวของไทย

ข้อเสนอแนะข้อมูลทางการท่องเที่ยวของไทย

13 กรกฎาคม 2559

โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ 

โดย...ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ 

ปัจจุบันนี้ผมต้องขอชมเชยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการเก็บสถิติข้อมูลต่างๆ ในด้านการท่องเที่ยวของประเทศที่มีความฉับไว ทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งเพิ่มรายละเอียดในด้านเนื้อหามากขึ้นกว่าในอดีต แม้ว่าตัวเลขสถิติต่างๆ จะยังดูไม่ค่อยสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากนักในทัศนะของหน่วยงานหรือผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเอกชน

ดังเช่น ยังไม่มีการแยกประเภทจำนวนผู้เดินทางผ่านชายแดนออกจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวบ้านจากกลุ่มประเทศในอาเซียน เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา หรือมาเลเซียที่มาเช้ากลับเย็น จึงทำให้ตัวเลขของนักท่องเที่ยวอาจจะดูสูงขึ้นกว่าความเป็นจริงได้

อย่างเช่น นักท่องเที่ยวจากประเทศ สปป.ลาว มีตัวเลขสูงในแต่ละปีกว่าหนึ่งล้านคน ทั้งๆ ที่จำนวนพลเมืองในประเทศมีเพียง 6.9 ล้านคน หรือจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศกัมพูชาที่เข้าไทยในแต่ละปีเกือบห้าแสนคน ทั้งที่ประเทศเขามีพลเมืองเพียงแค่สิบห้าล้านคนเศษ แถมทั้งสองประเทศนี้ในขณะนี้ยังมีสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นอย่างที่ทราบกันดีอยู่

ดังนั้น จึงยังไม่น่าที่จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในอัตราที่สูงกว่านักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ที่มีจำนวนประชากรสูงกว่าหลายเท่าตัวและมีกำลังซื้อทางการท่องเที่ยวที่มากกว่าด้วย

แต่ในภาพรวมของการแจกแจงข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวของหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบัน นับได้ว่าได้มีการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สำหรับการพิจารณาลงทุน โดยเฉพาะในด้านกิจการโรงแรมในหลากหลายพื้นที่ ดังที่เป็นข่าวเสมอๆ ในระยะนี้ ทั้งโครงการโรงแรมหรูในระดับห้าดาว สี่ดาว โรงแรมบูติกและโรงแรมประเภทประหยัดต่างๆ ในหลากหลายพื้นที่ มิเว้นแม้แต่ในสถานีบริการน้ำมันชั้นนำของประเทศและในพื้นที่
ท่องเที่ยวที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก อาทิ ในภาคอีสานตอนบน ตอนล่าง และภาคตะวันตกของไทย เป็นต้น

ในทัศนะของผมนั้นเห็นว่าการสร้างโรงแรมที่มีมาตรฐานในพื้นที่ที่ยังไม่มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคและโลกนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ดีของประเทศเรา ทั้งในด้านที่จะมีการจ้างงานเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในภาคบริการของไทยให้มีมากขึ้น หรือสร้างสภาพคล่องและมีระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้นไปยังชุมชน โดยเฉพาะผู้ผลิตวัตถุดิบประเภทอาหาร ทั้งทางการเกษตร การประมง ปศุสัตว์ ที่สามารถส่งให้โรงแรมได้ในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ยังจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจโรงแรมในต่างจังหวัดให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบการธุรกิจที่มีอยู่ดั้งเดิม เพราะจะก่อให้เกิดการแข่งขันเพื่อให้ลูกค้าหรือแขกผู้พักได้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ยิ่งหากเป็นการลงทุนจากสถาบันลงทุนขนาดใหญ่ที่งบบริหารจัดการสูง ยังจะสามารถมีกิจกรรมทางการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์พื้นที่เหล่านี้ได้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

ในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนนั้น การตัดสินใจลงทุนย่อมจะมีปัจจัยหลักที่ครอบคลุมข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง ความท้าทาย รวมไปถึงระยะเวลาของความคุ้มค่าและคุ้มทุนทางการเงินอยู่แล้ว โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมนั้นยิ่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทุกด้าน อาจจะมากกว่าธุรกิจอื่นด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เพราะธุรกิจโรงแรมนั้นเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว มีข้อดีคือมูลค่าของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีจุดคุ้มทุนนานกว่าธุรกิจอื่น ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงแถมยังจะต้องเผชิญอุปสรรคและปัญหาด้านราคาขายห้องพักที่ขายได้ไม่ดีเหมือนราคาโรงแรมในประเทศอื่นๆ แม้แต่ในละแวกประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีความอ่อนไหวของสถานการณ์อื่นๆ เข้ามาเป็นตัวแปรที่เกินความคาดหมายที่จะทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามประมาณการในแต่ละปี อาทิ สถานการณ์การเมืองภายในและภายนอกประเทศ โรคระบาด ภัยทางธรรมชาติ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งอย่างไรก็ดีในการพิจารณาลงทุนนี้ภาคเอกชนจะมีข้อมูลในการตัดสินใจของตนเองอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอีกส่วนหนึ่งเพื่อนำมารวบรวมเสนอต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุนคือบรรดาสถาบันการเงินต่างๆ ครับ

ข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ผมอยากจะขอฝากไว้ให้พิจารณาเพิ่มเติมรายละเอียดให้มากขึ้น คือข้อมูลสรุปสถานการณ์พักแรมฯ ที่ในปัจจุบันเก็บสถิติในแบบรวมทั้งจังหวัดเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในบางพื้นที่อย่างเช่น จ.ภูเก็ต มีอุปสงค์และอุปทานของห้องพักแตกต่างกันไปตามแต่ละชายหาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ป่าตอง กะตะ กะรน และตัวเมืองทั้งในฤดูกาลและนอกฤดูกาลท่องเที่ยว

ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อัตราการเข้าพักของโรงแรมใน เขต อ.หัวหิน ที่ไม่เหมือนกับอำเภออื่นๆ ดังนั้นการจับมารวมกันทุกอำเภอว่ามีอัตราการเข้าพักในจังหวัดรวมในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาทั้งสิ้นถึง 70.68% อาจจะสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ หรือใน จ.เพชรบุรี ก็เช่นเดียวกัน อัตราการเข้าพักของโรงแรมในเขตพื้นที่ชะอำย่อมจะแตกต่างกับอำเภออื่นๆ ในจังหวัดที่มีอัตราการเข้าพักรวมทั้งจังหวัดถึง 77.12&O5279;%

เมืองพัทยา ศรีราชา ควรจะแยกข้อมูลดังกล่าวนี้ออกไปจาก จ.ชลบุรี เพราะอัตราการเข้าพักของโรงแรมในพัทยา ศรีราชาน่าจะแตกต่างกว่าภาพรวมของ จ.ชลบุรี ยิ่งในเขตกรุงเทพฯ ด้วยแล้วการแยกแยะสถิติอัตราการเข้าพักในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของกรุงเทพฯ อาทิ ย่านนานา ราชประสงค์ สีลม สาทร ถนนข้าวสาร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น จะช่วยให้ผู้สนใจมองเห็นโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ชัดเจนขึ้นในแต่ละพื้นที่ที่มีศักยภาพ และจะเป็นข้อมูลที่สำคัญในการพิจารณาการลงทุนของภาคเอกชนทั้งของกลุ่มนักลงทุนในประเทศและจากต่างประเทศครับ

ข้อมูลสรุปสถานการณ์พักแรมฯ ที่มีความชัดเจนและมีรายละเอียดเจาะลึกลงไปในแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งอีกทางหนึ่ง หากภาครัฐมีนโยบายควบคุมจำนวนและการออกใบอนุญาตโรงแรมทุกประเภทในอนาคตอีกด้วยครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ