
ค่ายปลุกพลังแฝง ของจริงหรือต้มตุ๋ม?
...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
สะพรึงในความลี้ลับของศักยภาพอันเหนือขอบเขต ตระหนกต่อพลังวิเศษที่แฝงอยู่ภายใต้ความปกติ เด็กหญิงคนหนึ่งประกาศขึ้นว่า
“ไม่ว่าคุณแม่จะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ ก็จะหาตัวจนพบได้ด้วยการดมกลิ่น”เด็กชายอีกรายสร้างความงุนงงแก่ผู้พบเห็น เขาอ่านหนังสือได้อย่างแม่นยำในขณะที่ถูกปิดตาอยู่
เธอและเขายืนยันตรงกันว่า รับรู้กลิ่นและเห็นภาพผ่าน
“สมองส่วนกลาง”หลายคนเชื่อว่าความพิสดารเหล่านี้มักจะแฝงมากับเด็กทุกคนครั้งแรกเกิด ทว่าน้อยคนนักที่จะนำความสามารถอันซ่อนเร้นออกมาใช้ได้ กระทั่งได้พบกับสถาบัน Power Mind Camps (PMC) ที่มีกระบวนการอบรมแบบเฉพาะ เพื่อเร่งเร้าและปลุกให้
“พลังแฝง” ในกายตื่นขึ้นมา ภายใต้คอนเซปต์กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนกลางข้อมูลจากเว็บไซต์ www.powermindcamp.com อธิบายว่า ภายหลังที่สมองส่วนกลางได้รับการกระตุ้นแล้ว ผู้อบรมจะสามารถมองเห็นได้แม้จะถูกปิดตา นั่นเป็นเพราะการใช้คลื่นสมองที่ปล่อยออกมาจากส่วนกลาง (ทางการแพทย์เรียกว่า Mesencephalon) ทั้งนี้ ภายหลังการกระตุ้น พลังของสมองที่เก็บซ่อนความสามารถไว้อย่างมากมายก็จะถูกปลดปล่อยออก ซึ่งหากฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะพัฒนาสู่ความเป็นอัจฉริยะได้
หลักสูตรการอบรมของสถาบัน PMC จะไม่ใช้ยาและไม่ได้อยู่บนหลักการความเชื่อหรือลัทธิใดๆ แต่จะใช้วิธีธรรมชาติและพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียด
ทั้งนี้ หลายประเทศมีการเปิดหลักสูตรกระตุ้นสมองส่วนกลาง อาทิ รัสเซีย ญี่ปุ่น ที่ผู้อบรมจะมองเห็นได้ในขณะถูกปิดตาในระยะเวลา 3 เดือน ถึง 1 ปี แต่ของ PMC พิสูจน์ได้ว่าใช้เวลาเพียง 2 วัน จบหลักสูตร
“
สิ่งนี้เรียกว่า ทัศนะสัมผัส โดยบางคนอาจ ‘เห็น’ ด้วยการใช้หูฟัง ใช้จมูกดมกลิ่น มีนักเรียนหลายคนสามารถมองเห็นได้ในความมืด พวกเขาสามารถเขียน อ่าน และระบายสีแม้จะอยู่ในที่มืด ดังนั้นวิธีการฝึกปิดตาอ่าน เป็นการถูกออกแบบให้สมองส่วนกลางทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ” ข้อมูลจากเว็บไซต์ ระบุสำหรับสถาบัน PMC ได้เปิดอบรมเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีเด็กเข้าอบรมแล้วร่วม 200 คน
ทว่า ความเห็นจากวงการแพทย์กลับตรงข้าม นพ.มัยธัช สามเสน ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดกรณีเช่นนี้ และไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ โดยสมองส่วนกลางเปรียบเสมือนสายโทรศัพท์ซึ่งมีหน้าที่ส่งผ่านข้อมูล แต่ไม่ได้เป็นอุปกรณ์สื่อสาร และไม่ได้มีส่วนต่อการคิดหรือพัฒนาทักษะด้านใด หากสมองส่วนกลางเสีย ก็จะทำให้คนไข้ไม่รู้สึกตัว
“
อาจจะเป็นการต้มตุ๋นหรือไม่ ผมก็ไม่รู้” นพ.มัยธัช ตั้งข้อสังเกตนพ.สมัย ศิริทองถาวร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราช นครินทร์ กล่าวว่า ฟังดูจากหลักการแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะการอบรมเด็กสมาธิสั้นให้ดีขึ้นในระยะเวลาเพียง 2 วัน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะการอบรมเด็กเหล่านี้ไม่มีวิธีการใดพิเศษ มันต้องใช้ทั้งยาและการฝึกฝน รวมทั้งพิจารณาจากอายุของเด็กด้วย
“
เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องสมาธิแล้ว เป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ” นพ.สมัย ระบุพญ.กุสุมาวดี คำเกลี้ยง จิตแพทย์เด็ก โรงพยาบาลศรีธัญญา บอกว่า จากข้อมูลที่ได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง โดยที่อ้างถึงความสามารถของสมองส่วนกลางนั้น ข้อมูลไม่ตรงกับที่ได้ศึกษามา กล่าวคือสมองส่วนกลางไม่ได้ควบคุมสมองอีกสองซีก เป็นเพียงส่วนเชื่อมต่อเท่านั้น
“
พัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงมนุษย์นั้น ยิ่งมีอายุมากขึ้น สมองส่วนกลางก็ยิ่งเล็กลงเพราะไม่จำเป็น ส่วนที่จะใหญ่ขึ้นคือสมองส่วนหน้าที่จำเป็นต่อการใช้งาน” จิตแพทย์เด็ก กล่าวเธอบอกอีกว่า วิธีการปิดตาฝึกมีส่วนช่วยให้เด็กมีสมาธิเพิ่มขึ้นและทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ ดีขึ้นจริง ซึ่งหากผลการฝึกได้ผลจริงตามที่สถาบันอ้างก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ที่สำคัญคือต้องพิสูจน์ถึงวิธีการฝึกสอนตามหลักวิทยาศาสตร์ให้เห็นด้วย
“
ถ้าเป็นจริงตามที่อ้าง พ่อแม่ก็คงไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่ส่งลูกไปอบรมอย่างเดียว และถ้ามันไม่จริงก็สงสารผู้ปกครองและเด็กที่ตกเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มนี้ ที่สำคัญจะรับประกันได้อย่างไรว่าเด็กที่มีความสามารถแฝง เช่น ทายไพ่ได้ในขณะปิดตานั้น จะไม่กลายเป็นนักพนันใหญ่ในอนาคต” พญ.กุสุมาวดี กล่าวหากสถาบัน PMC สามารถพัฒนาศักยภาพเด็กได้จริงตามที่มีการโฆษณาไว้ในเว็บไซต์ ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเปิดเผยหลักสูตรการอบรมให้สังคมหายเคลือบแคลงด้วย







