
เอเชียตั้งรับสังคมสูงวัย
ไม่เพียงแต่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับสังคมผู้สูงอายุ แต่ยังมีประเทศในเอเชียอีกหลายประเทศ
โดย...อักษราภัค ลาภานันต์
ไม่เพียงแต่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับสังคมผู้สูงอายุ แต่ยังมีประเทศในเอเชียอีกหลายประเทศที่กำลังย่างเข้าสู่ปัญหาเดียวกันนี้เช่นกัน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุไปตั้งแต่ปี 2010
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก โดย 26.3% ของประชากรทั้งหมด มีอายุมากกว่า 65 ปี ในปี 2015 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คาดว่า ในปี 2030 ประชากรเกือบ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นจะเป็นผู้สูงอายุ ขณะที่สำนักสถิติของญี่ปุ่นการคาดว่า จะสูญเสียแรงงาน 4 ราย จากแรงงานทุก 10 ราย ในปี 2060
ญี่ปุ่นเน้นนวัตกรรมใหม่
รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ พยายามรับมือกับสภาวะดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนผู้หญิงเข้าสู่ภาคแรงงานมากขึ้น สนับสนุนแรงงานผู้อพยพ ส่งเสริมภาคเอกชนร่วมพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ไปจนถึงการวางแผนกองทุนประกันสังคมที่รัดกุมที่สุด
ในยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตใหม่ของญี่ปุ่น รัฐบาลได้เน้นการกระตุ้นให้บริษัทเอกชนเร่งพัฒนาหุ่นยนต์และนวัตกรรมเพื่อทดแทนแรงงาน และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงวัย โดย อาร์ที เวิร์กส์ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในโอซากา เปิดตัวหุ่นยนต์ช่วยเดินอัตโนมัติซึ่งสามารถช่วยผู้สูงวัยเคลื่อนไหวได้ในสภาวะแวดล้อมที่ขรุขระนอกบ้านได้
ล่าสุด หน่วยวิจัยของ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป เปิดเผยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า กำลังพัฒนาระบบการผลิตหุ่นยนต์ให้ได้ปริมาณมากซึ่งจะทำให้ราคาถูกลง รวมทั้งเตรียมลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) พัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยผสมผสานการใช้งานหุ่นยนต์เข้ามาในระบบ เพื่อให้รถสามารถคาดคะเนและหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้
“โตโยต้าต้องการสร้างรถยนต์ที่ทุกคนสามารถขับได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้สูงอายุ รวมถึงต้องการพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับใช้งานภายในบ้านด้วย เพื่อชดเชยสังคมผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว” กิลล์ แพรตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหน่วยวิจัย ระบุ
ด้านคูโบต้า คอร์ป ผู้ผลิตเครื่องจักรทางการเกษตรรายใหญ่สุดในญี่ปุ่น ได้พัฒนารถแทรกเตอร์อัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวนาที่มีอายุมากขึ้น
จีนติดตามพฤติกรรมผู้สูงวัย
ปัญหาประชากรสูงอายุล้นจีนมาจากนโยบายลูกคนเดียว ตั้งแต่ปี 1980-2015 ทำให้อัตราการเกิดในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกนโยบายดังกล่าวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อลดปัญหาในอนาคต อย่างไรก็ดี รายงานของยูเอ็นคาดว่า ประชากรผู้สูงอายุจะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด ในปี 2042
ทางการจีนได้ใช้ระบบดิจิทัลติดตามเก็บข้อมูลของประชากรที่ีอายุมากกว่า 80 ปี จากการทำกิจกรรมประจำวัน เช่น ขึ้นรถโดยสาร พบแพทย์ หรือจับจ่ายใช้สอย เพื่อประเมินความต้องการและสุขภาพ สำหรับการวางแผนการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐในอนาคต
ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้ ถูกบันทึกโดยบัตรประจำตัวระบบสมาร์ทการ์ด ที่รัฐบาลได้ผูกข้อเสนอส่วนลดหรือการให้บริการฟรีสำหรับผู้สูงวัยไว้กับบัตรสมาร์ทการ์ดนี้ นอกจากนี้ทางการท้องถิ่นบางแห่งยังได้ผูกระบบอี-เพย์เมนต์กับระบบประกันสังคมเพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้น
ไป่ เจียง รองประธานสมาคมการบริการชุมชนปักกิ่ง ระบุว่า การจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดจะช่วยให้รัฐบาลเตรียมงบประมาณช่วยเหลือผู้สูงวัยในอนาคตได้ดีขึ้นอีกทั้ง ระบบสมาร์ทการ์ด ยังอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงวัยไม่ต้องคำนวณการใช้จ่ายเงินสดด้วย
สิงคโปร์เน้นรับแรงงานต่างชาติ
เช่นเดียวกันกับจีน สิงคโปร์ก็เป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อประชากรเข้าสู่วัยชราพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในประเทศ รัฐบาลหันไปรับมือโดยการใช้นโยบายสนับสนุนการอพยพ ที่ช่วยปรับให้จำนวนประชากรในประเทศเติบโตสมดุลกัน
รัฐบาลสิงคโปร์เน้นการกระตุ้นอัตราการเกิดเพื่อลดปัญหานี้ โดยได้ออกแพลตฟอร์ม และทั้งสนับสนุนระบบการหาคู่ออนไลน์เพื่อช่วยกระตุ้นให้ประชากรวัยทำงานหาคู่และแต่งงานกันมากขึ้น ขณะที่เครือข่ายพัฒนาสังคมของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐก็ได้จัดกิจกรรมอีเวนต์ที่เป็นสื่อกลางให้บรรดาคนโสดได้พบกัน







