ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย
นับถอยหลังอีกเดือนเศษจะเข้าสู่แมตช์สำคัญวันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย 7 ส.ค.คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมคำถามพ่วงท้าย
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
นับถอยหลังอีกเดือนเศษจะเข้าสู่แมตช์สำคัญวันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย 7 ส.ค. คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมคำถามพ่วงท้าย แต่ก่อนจะถึงวันดังกล่าวได้เกิดความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน
นำโดย “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมคณะ อาทิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตกรรมการเลือกตั้ง อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ
ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. เพื่อขอให้ผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่
นอกจากนี้ จอนพร้อมคณะยังคัดค้านคำประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้กำหนดสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้และไม่ได้ช่วงรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพ
เมื่อมาดูสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 6 ข้อ 1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน
2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง 4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย
5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน และ 6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม
สิ่งที่ประชาชนไม่สามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 8 ข้อ 1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว
3.การทำ หรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง
5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง
6.การใช้เอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง 7.การรายงานข่าว หรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม
และ 8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงาน หรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย
จนกระทั่งที่ประชุมผู้ตรวจฯ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีมติเอกฉันท์ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเผยแพร่ผ่านทางเอกสารในวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งมีใจความว่า มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว
ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งของ จอน พร้อมด้วยนักวิชาการ 11 คน ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เพื่อให้ถอนประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความเห็นในการออกเสียงประชามติ
จอน ให้เหตุผลที่เข้ายื่นต่อศาลปกครอง เพื่อให้สั่งยกเลิกประกาศ กกต.ทั้งหมด เพราะในแต่ละข้อก็มีเหตุผลต่างกันไป บางข้อไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น การจัดประชุมสัมมนา ที่กำหนดว่าต้องมีส่วนราชการ หรือสถานศึกษาร่วมด้วย รวมถึงการจำหน่ายเสื้อ หรือสัญลักษณ์อย่างสติ๊กเกอร์
“เราเห็นว่ามันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลและไม่มีกฎหมายกำหนด และในมาตรา 61 วรรคสอง ก็ไม่ได้กำหนดในรายละเอียดทำนองนี้ ขณะเดียวกันเห็นว่ายังเป็นการใช้ภาษาที่คลุมเครือจำกัดสิทธิเสรีภาพ จนกระทั่งจะเป็นปัญหาให้การทำประชามติ เป็นไปโดยไม่สมบูรณ์หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์”
จอน ระบุว่า การทำประชามติที่ดีจะต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่มองตัวประกาศของ กกต.ทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก จนบรรยากาศประชามติเงียบเหงา และที่สำคัญ คือ ประชาชนขาดข้อมูลจริงๆ ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 158 คน พบว่า ประชาชนยังไม่รู้วันที่การลงประชามติ
นอกจากนี้ 90% ไม่เข้าใจและไม่ทราบคำถามพ่วงที่ถามควบคู่กับความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกือบทั้งหมดไม่ทราบ มีเพียงบางส่วนทราบว่ามีคำถามพ่วง แต่ไม่ทราบจะถามเรื่องอะไร ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้แสดงว่าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ และในระบอบประชาธิปไตยการลงประชามติถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ ก็ทำให้ประชามติเหมือนเป็นพิธีกรรมเท่านั้น การที่ประชาชนมีโอกาสรับฟังความเห็น เหตุผล ของคนในสังคมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือคำถามพ่วง จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตัดสินใจ
“ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้การรับข้อมูลของประชาชนเป็นไปข้างเดียว โดยจากรัฐบาลและใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อให้มีอาสาสมัคร ครู ก. ครู ข. เข้าไปอธิบายรัฐธรรมนูญกับประชาชนในเขตชนบท แต่ปัญหาคือการอธิบายแบบนั้น เป็นการอธิบายข้อดี พูดแต่ด้านดีของร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่มีโอกาสรับทราบด้านเสีย หรือปัญหาร่างรัฐธรรมนูญมีอะไรบ้าง ยกเว้นได้รับฟังจากคนไม่เห็นด้วย และคนไม่เห็นด้วย ปรากฏการณ์จะแจกใบปลิวก็ตาม จะใส่เสื้อ จะแสดงออก หรือรณรงค์ ถูกจับไปหลายคน ซึ่งมีผลมาจากมาตรา 61 และประกาศ กกต. รวมถึงประกาศ คสช. หรือ พ.ร.บ.ชุมนุม ตอนนี้รัฐบาลมีอำนาจใช้กลไกต่างๆ คอยปิดปากผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”


