
เอเชียยังไม่พร้อมขึ้นทำเนียบ จ้าวโลก
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ในไตรมาสแรกของปีนี้ พุ่งทะยานไปทะลุ 11.9%
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ในไตรมาสแรกของปีนี้ พุ่งทะยานไปทะลุ 11.9%
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีน ในไตรมาสแรกของปีนี้ พุ่งทะยานไปทะลุ 11.9% ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดีย ตลอดทั้งปี 2553 ก็คาดว่าจะขึ้นไปถึงระดับ 8.5% ส่วนสิงคโปร์ ก็ไม่น้อยหน้าเมื่อจีดีพีไตรมาส 2 ทะลุทะลวงไปถึง 18.8% และแม้แต่ญี่ปุ่น ที่เจอผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยหนักกว่าใคร ก็ยังมีจีดีพีขยายตัวขึ้นถึง 5.6% ในไตรมาสแรก โดยแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว
การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักโดยเฉลี่ยนั้นฟันธงว่า เศรษฐกิจของหลายประเทศในอนุทวีปอินเดีย ไล่ไปจนถึงออสเตรเลีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) จะเติบโตกันได้ถึง 8.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการโตที่เร็วที่สุดในรอบ 20 ปีทีเดียว
เหล่านี้นับเป็นทิศทางที่สดใสจนอาจชวนให้เคลิ้มไปว่า เอเชีย จะสามารถผงาดขึ้นแท่นเป็นที่ 1 ภูมิภาคอันทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลก แทนที่ขั้วอำนาจเดิมอย่างสหรัฐและยุโรป ที่ยังโงหัวไม่ขึ้นหลังถูกวิกฤตการณ์ภาคการเงินและวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะรุมเร้า
ทว่าหากตื่นจากภวังค์แล้วมานั่งมองความจริงในสายตานักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่นักการเมือง ก็อาจเห็นได้ว่าเอเชียในวันนี้ ยังไม่เด็ดพอที่จะนั่งแท่นเจ้าโลก (เศรษฐกิจ)
ประการแรก – เอเชียยังไม่สามารถสลัดรูปแบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักไปได้ เห็นได้ชัดว่าจีดีพีของเอเชียที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงในไตรมาสแรกและ 2 ของปีนี้ ล้วนมาจากการขับเคลื่อนของการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้นเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดกับตัวเลขภาคการผลิตในไตรมาส 2 ที่ดีดตัวขึ้น 45% นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าตัวเลขที่ทุบสถิติกันถล่มทลายนั้น อิงกับฐานเดิมในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำชนิดน่าใจหาย จากพิษเศรษฐกิจถดถอย
ล่าสุดตัวเลขการค้าเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาของจีนเริ่มกลับเข้าสู่วัฏจักร “เกินดุลมหาศาล” อีกครั้ง โดยเกินดุลถึงกว่า 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นตัวเลขเกินดุลสูงที่สุดในรอบ 18 เดือน โดยนำเข้า 1.168 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออก 1.455 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนรับลูกตะวันตกในช่วงแรงซื้อหด หันมากระตุ้นให้ประชาชนในประเทศบริโภคกันมากขึ้นแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยทดแทนแรงซื้อที่หดหายลงจากตะวันตกได้แล้ว ก็ยังช่วยให้สัมพันธภาพทางการค้าระหว่างจีนสหรัฐ คลายความร้อนแรงลงได้ในระดับหนึ่งด้วย
ประการที่สอง ตลาดทุนในเอเชียยังไม่มีความแข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะยืนหยัดและขึ้นเป็นผู้นำในตลาดโลก โดยยังคงผันผวนอย่างง่ายดายตามทิศทางของตลาดวอลสตรีต เช่น สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ยังระส่ำต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงไป 0.86% อยู่ที่ 9,212.59 จุด เซี่ยงไฮ้ดิ่งลง 1.23% ปิดที่ 2,575.48 จุด และซิดนีย์ลด 1.23% ปิด 4,400.9 จุด จากความกังวลเรื่องตัวเลขการค้าสหรัฐที่ขาดดุลหนักสุดในรอบ 20 เดือน และจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าน่าผิดหวัง จน เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องตรึงดอกเบี้ย 0–0.25% ต่อไปอีกอย่างไม่มีกำหนด
ขณะเดียวกันเอเชียก็ยังมีปัญหาเรื่องการจัดการกับทุนไหลเข้า ที่แม้จะช่วยให้ตลาดหุ้นหรือการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ เติบโตได้อย่างร้อนแรง ทว่าหากไม่มีการคุมสมดุลให้ดี ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่แตกตัว เหมือนที่จีนต้องเดินหน้าควบคุมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2552 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และจีนเองยังต้องเร่งปรับสมดุลเศรษฐกิจ ชะลอการเติบโตของภาคการส่งออกและภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงมากและเร็วจนเกินไปอีกด้วย
และสาเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยต่อเนื่องไปยังสาเหตุประการที่สาม คือ เศรษฐกิจเอเชียยังอิงกับเศรษฐกิจตะวันตกมากเกินไป หากการฟื้นตัวของสหรัฐแย่กว่าที่คาด หรือหากวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปที่ยังไม่จบ กลับมาหลอกหลอนซ้ำอีกครั้ง ภาวะผู้นำทางเศรษฐกิจโลกวันนี้จึงอาจเปรียบได้กับรูปแบบพหุภาคีหลายขั้วอำนาจแบ่งกัน โดยมีน้ำหนักลงที่จีนมากอยู่ีัสักหน่อยเท่านั้น
อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังคงให้เครดิตว่าแม้จะยังไม่ถึงขั้น แต่เศรษฐกิจเอเชียในวันนี้ต้องนับว่าแข็งแกร่งและดีขึ้นมากในหลายด้าน ทั้งภาคการเงินการธนาคาร ที่มีการตั้งสำรองเงินของธนาคารพาณิชย์ และทุนสำรองระหว่างประเทศกันให้สูงขึ้น หลังได้บทเรียนจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540–2541 ซึ่งทำให้เอเชียพอจะสามารถต้านทานวิกฤตการณ์ภาคการเงินในสหรัฐ หลังการล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส เมื่อปี 2551 ได้
นอกจากนี้ ความน่าสนใจอีกประการก็คือ การเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่ม “ชนชั้นกลาง” ในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะในจีน ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายภาคส่วนของประเทศ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการรับบทเป็นผู้บริโภคภายในประเทศ และทำให้หลายประเทศในเอเชียยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นไปอีก
เรียกว่ายังมีเวลาให้เอเชียโตได้อีก เพียงแค่วันนี้ มือยังไม่ถึงขั้น เท่านั้น...!







