‘ไอลอว์’ลุ้นถอนประกาศกกต.
กลุ่ม 13 นักวิชาการร้องศาลเพิกถอนประกาศ กกต.คุมประชามติชี้ละเมิดสิทธิประชาชน
กลุ่ม 13 นักวิชาการร้องศาลเพิกถอนประกาศ กกต.คุมประชามติชี้ละเมิดสิทธิประชาชน
ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องของ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และนักวิชาการรวม 13 คน ที่ขอให้ถอนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติไว้ในสารบบความ ก่อนจะพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องและอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป
นายจอน เปิดเผยว่า ภาคประชาชนเห็นว่าประกาศดังกล่าวละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพ ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ส่งผลให้ประชาชนขาดข้อมูลที่จะใช้ในการไตร่ตรองว่าจะลงประชามติอย่างไร รวมทั้งเนื้อหาของประกาศดังกล่าวยังไปไกลเกินกว่าที่ พ.ร.บ.ประชามติกำหนด เช่น กำหนดห้ามจำหน่ายเสื้อห้ามจัดเวทีพูดคุยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หากไม่รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการศึกษา ซึ่งภาคประชาชน เห็นว่า การรณรงค์ประชามติไม่ผิด เป็นสิ่งที่ทำได้ และทั่วโลกก็จะเปิดอิสระให้มีการแสดงความคิดเห็น
นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม หนึ่งในผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า ประกาศ กกต.ที่มีปัญหาคือข้อ 5 (5) ห้ามชักชวนรณรงค์ให้ใส่เสื้อเพราะจะเข้าข่ายเป็นการปลุกระดมซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้ง (4) ที่การจัดเวทีแสดงความคิดเห็นจะทำได้ต้องมีสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐรับรอง ถือเป็นการจำกัดสิทธิบุคคลธรรมดา ซึ่งถ้าไปดูกฎหมายประชามติในปี 2550 มีทั้งหมด 11 หมวด ไม่มีหมวดใดที่กำหนดว่าประชาชนจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร แต่ทำประชามติครั้งนี้จำกัดสิทธิชัดเจน
“เราหวังว่าศาลทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพราะถ้าประชาชนไม่แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี เราไม่สามารถเรียกการออกเสียงครั้งนี้คือการทำประชามติ” นายเอกชัย กล่าว
ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวว่า หากผลเป็นอย่างไรจะน้อมรับทุกกรณี แต่ที่สำคัญกลุ่มไอลอว์เองจะยอมรับหรือไม่ หรือเป็นเหมือนที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญ พอศาลวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ยังจะตีรวน มาบอกว่าไม่เป็นธรรม หรือศาลทุกศาลจะต้องตีความตามใจไอลอว์ถึงจะถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าประกาศของ กกต.ดังกล่าวได้ออกตามมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่มีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญ และข้อ 5 (5) ก็ระบุชัดว่าการชักชวนให้ใส่เสื้้อหรือเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์นั้นจะทำไม่ได้
ภาพประกอบข่าว







