
หยุดสร้างความระแวง
ภาพการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ค.ที่ผ่านมา นับว่าส่งผลเสียต่อทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยมีต้นเหตุจากที่สมาชิก สปท.จำนวนหนึ่ง อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมในการทำงานของนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 ในหลายกรณี อาทิ การเชิญคณะทูตานุทูตมารับฟังความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ การเดินทางไปพบกับผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย รวมถึงการตั้งคณะกรรมการเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ภาพการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ค.ที่ผ่านมา นับว่าส่งผลเสียต่อทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยมีต้นเหตุจากที่สมาชิก สปท.จำนวนหนึ่ง อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมาะสมในการทำงานของนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 ในหลายกรณี อาทิ การเชิญคณะทูตานุทูตมารับฟังความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ การเดินทางไปพบกับผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย รวมถึงการตั้งคณะกรรมการเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ในที่ประชุม สปท.เกิดความข้องใจพฤติกรรมของนายอลงกรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคณะกรรมการเครือข่ายฯ ซึ่งนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ถึงกับตั้งคำถามไปยังรองประธาน สปท. ว่า นี่เป็นความพยายามสร้างเครือข่ายนำไปสู่การตั้งพรรคการเมืองใหม่ในอนาคตหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นใน สปท. ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังสร้างความหวาดระแวงให้กับสังคมไทย ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.
แม้เสียงของประชาชนจะมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่าต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว แต่เมื่อการดำเนินการของ สปท. ถูกตั้งคำถามจากพวกเดียวกันเองว่า แฝงไปด้วยวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นทางการเมืองเช่นนี้ แล้วจะทำให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าเสียงของตัวเองที่จะไปใช้ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริงอย่างไร
ต้องไม่ลืมว่าหากร่างรัฐธรรมนูญได้รับฉันทามติจากประชาชนให้นำมาใช้กับประเทศไทย สปท.เองยังมีหน้าที่ที่ต้องเป็นองค์กรสำคัญในการปฏิรูปประเทศ โดยร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 266 กำหนดให้ สปท.ต้องจัดทำขั้นตอนการปฏิรูปประเทศให้เสร็จภายใน 120 วัน
การปฏิรูปขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากเพราะร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ต้องให้มีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่ต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านจะต้องเริ่มภายใน 1 ปีตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน การจะทำให้การปฏิรูปประเทศสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ปริมาณของกฎหมายที่จัดทำออกมา แต่อยู่ที่การจะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนยอมรับการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ ซึ่งหัวใจสำคัญคงหนีไม่พ้นการยุติการสร้างความหวาดระแวง
อย่างไรก็ตาม ยังดีที่ สปท.ตัดสินใจปรับเปลี่ยนการทำงาน เพื่อลดความหวาดระแวง โดยจะพิจารณาการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนาม สปท.ให้เกิดความรอบคอบก่อนปฏิบัติทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย
ดังนั้น จากนี้จึงได้แต่หวังว่า นอกจาก สปท.แล้ว แม่น้ำอีก 4 สาย ทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะไม่สร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การสร้างความหวาดระแวงอีก เพราะหากทำเช่นนั้นคงเป็นปัจจัยที่สร้างความซับซ้อนให้กับประเทศ และเข้าสู่วังวนความขัดแย้งอีกครั้ง สุดท้ายย่อมทำให้การลงแรงรัฐประหารเพื่อการปฏิรูปครั้งนี้เสียของในที่สุด







