posttoday

ถ้าคสช.จะปฏิรูปพลังงาน อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

05 กรกฎาคม 2559

"ต้องบอกว่าฤดูกาลทางการเมืองมีอยู่สองฤดู ฤดูเลือกตั้ง กับ ฤดูรัฐประหาร กลุ่มทุนคลุมหมด กลุ่มทุนถ้าทำอะไรไม่สำเร็จในฤดูเลือกตั้งก็มาทำในฤดูรัฐประหารคุณจะยอมอย่างนี้หรือ ประชาชนจะยอมมั้ย"

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นก่อให้เกิดการถกเถียงพอสมควร ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แม้ตามขั้นตอนของสภาจะเป็นเพียงแค่การรับไว้พิจารณาเท่านั้น เพราะยังอยู่ในระหว่างการปรับแก้ไขเนื้อหาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะต้องส่งมาให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง แต่สำหรับมุมมองของ รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ซึ่งเป็นภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องการปฏิรูปพลังงานมาตลอด กลับบอกว่า “แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

ทั้งนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ รสนาชี้ให้เห็นถึงปัญหาของร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับที่ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาในอดีตว่า ไม่ได้มีโครงสร้างหรือองค์กรอย่างบรรษัทพลังงานแห่งชาติมารองรับในกรณีที่ระบบสัมปทานปิโตรเลียมกำลังจะหมดลงในปี 2565 ทำให้ระบบการแบ่งปันผลผลิตที่รัฐบาลอ้างว่าในร่างกฎหมายนี้ได้กำหนดไว้ไม่สามารถเป็นรูปธรรมได้

รสนา ขยายความว่า “ในยุคแรกสุด เริ่มต้นสัมปทานราวปี 2515 และจะหมดในปี 2565  ประมาณ 50 ปี และเมื่อหมดสัมปทานนี้แล้ว กฎหมายกำหนดห้ามให้มีการต่อสัมปทานได้อีก ที่มาของกฎหมายปิโตรเลียมปี 2514 รัฐบาลสมัยนั้นเล็งเห็นว่าเวลา 50 ปี หรือประมาณหนึ่งชั่วอายุคน มันเพียงพอกับการที่ไทยจะเรียนรู้เทคโนโลยีต่างประเทศเพื่อเข้ามาทำเอง และยืนด้วยลำแข้งของเราเอง เพราะตอนสมัยแรกสุดเราไม่มีความรู้เรื่องนี้ ดังนั้นการให้สัมปทานไปเวลานั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” 

“ในกฎหมายเพียงแต่บอกว่าเมื่อครบช่วงเวลา 50 ปี จะไม่มีการให้สัมปทานอีก แต่กฎหมายไม่ได้บอกว่าให้คุณทำอย่างไร ภาคประชาชนจึงพยายามเสนอให้รัฐใช้รูปแบบการแบ่งปันผลผลิต คือ ให้กรรมสิทธิ์มาเป็นของรัฐ โดยรัฐร่วมงานเอกชน แต่รัฐจะเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดต่างจากระบบสัมปทานที่รัฐไม่ได้เข้ามาดูแล โดยเมื่อสัมปทานหมด กรรมสิทธิ์และอุปกรณ์ทุกอย่างต้องกลับมาเป็นของรัฐ ส่วนจะให้หน่วยงานไหนมารองรับนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเป็น ปตท. แต่ปัจจุบัน ปตท.ถูกแปรรูปไปแล้ว จึงไม่สามารถเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่จะเข้ามารับสาธารณสมบัติของชาติได้”

สำหรับความสำคัญของการมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามระบบการแบ่งปันผลผลิต รสนา อธิบายว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต สมมติขุดปิโตรเลียมขึ้นมาได้ 100 หน่วย รัฐจะหักค่าภาคหลวงไปก่อนแล้วประมาณ 10% ส่วนที่เหลือก่อนที่รัฐกับเอกชนจะแบ่งกำไรกันต้องมีกระบวนการตรวจสอบว่ามีต้นทุนประเภทใดบ้างที่เอกชนสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้บ้าง

“กระบวนการดังกล่าวตามหลักการจะมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และไม่ให้เอกชนอ้างว่าตัวเองมีต้นทุนสูงเกินความเป็นจริงเพื่อลดกำไรที่ต้องแบ่งให้กับรัฐ แต่ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ได้มีการกำหนดขั้นตอนเหล่านี้”

จากนั้นรสนาลงรายละเอียดว่า “การขุดเจาะปิโตรเลียมในต่างประเทศจะมีการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ โดยจะมีเครื่องวัดเพื่อให้คู่สัญญาต่างเห็นว่ามีปริมาณการขุดเจาะและดูดปิโตรเลียม ณ จุดผลิตเท่าไหร่ ซึ่งเท่ากับว่าเอกชนต้องเสียค่าภาคหลวง ณ แหล่งผลิต แต่กฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้แก้ไข โดยให้เอกชนเสียค่าภาคหลวง ณ จุดขายตามเดิม

“การเสียค่าภาคหลวง ณ จุดขาย จะทำให้เกิดปัญหา กล่าวคือเมื่อขุดน้ำมันขึ้นมาและนำไปใส่เรือ จากนั้นเรือแล่นออกไปเพื่อนำไปขายอีกที่หนึ่ง หากเรืมล่มกลางทะเลระหว่างขนส่ง รัฐจะไม่ได้เงินทันที จึงเห็นว่าไม่ควรใช้วิธีนี้แล้ว ควรให้เสียค่าภาคหลวง ณ จุดผลิต”

“ร่างกฎหมายที่อยู่ในสภา เป็นระบบที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะไม่มีโครงสร้าง ไม่มีกลไก ไม่มีองค์กรมาทำงาน จึงเป็นระบบสัมปทานจำแลง หรือเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตแบบกำมะลอ”

ข้อเสนอของรสนา คือ รัฐบาลควรถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ออกจากสภา

“ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาด้วยการเสนอกฎหมาย รัฐบาลควรดำเนินการด้วยการจัดร่าง พ.ร.บ.ใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่แก้ไขบางมาตรา ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด เหมือนเวลาที่เขียนบทความที่เขียนมาแล้วแต่จะมานั่งแก้เนื้อหาภายหลัง สู้เขียนใหม่ทั้งหมดดีกว่า คุณยกร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาตั้งเยอแยะ ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้คุณไม่ทำ”

รสนา ย้ำว่า รัฐบาลมีอำนาจหยิบร่างกฎหมายออกมาจากสภาเพื่อยุติปัญหา และเห็นแก่ผลประโยชน์ของบ้านเมือง การที่คุณไม่ทำมันก็มีคำถามเยอะ ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่จะออกมาตามร่าง พ.ร.บ.ใหม่จะต่างอะไรจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานรอบที่ 21 หรือการจัดการกับแหล่งสัมปทาน เมื่อปี 2554 จะมีการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ภาคประชาชนก็ค้านมาตลอด ต่อมามีคณะรัฐประหารขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ให้คนตีกัน คุณแก้ไปสิ แต่เรื่องนี้อยู่ๆ คุณจะมาลัดขั้นตอน ก็ถูกตั้งคำถามว่าคุณกำลังอะไร กำลังปลดล็อกให้กลับกลุ่มทุนหรือเปล่า

“ถ้ารัฐบาลจะเข้ามาทำเรื่องนี้ ควรทำให้ดีขึ้นมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่า อย่างนี้เท่ากับว่าคุณปลดล็อกให้กับกลุ่มทุนที่ทำไม่สำเร็จในสมัยรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งสิ ต้องบอกว่าฤดูกาลทางการเมืองมีอยู่สองฤดู ฤดูเลือกตั้ง กับ ฤดูรัฐประหาร กลุ่มทุนคลุมหมด กลุ่มทุนถ้าทำอะไรไม่สำเร็จในฤดูเลือกตั้งก็มาทำในฤดูรัฐประหารคุณจะยอมอย่างนี้หรือ ประชาชนจะยอมมั้ย”

“รัฐบาลต้องมีประชาภิบาล คุณต้องอภิบาลประชาชนด้วยการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ และอำนาจรัฐที่ประชาชนมอบให้คุณให้เกิดดอกออกผลและเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้อง แต่คุณจะมาหักด้ามพร้าด้วยเข่าและออกกฎหมาย สนช.ก็เหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกฎหมาย เวลาสินค้าสักชิ้นหนึ่งที่คุณเอาขึ้นไปบนสายพาน คุณคิดเหรอว่าคุณจะเปลี่ยนแก้วใบนี้ให้เป็นกระป๋องสี่เหลี่ยม คุณจะตกแต่งอย่างไรก็คือแก้ว สิ่งเดียวที่รัฐบาลควรทำ คือ การถอนกฎหมายทั้งสองฉบับออกมาจากสภา”

“เพราะฉะนั้น ขอบอกว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับท่าน เราต้องการเป็นมิตรและช่วยท่านในการปฏิรูปบ้านเมือง การที่ท่านเข้ามาได้เพราะประชาชนเรียกร้องการปฏิรูป ถ้าท่านมาหักด้ามพร้าด้วยเข่าแบบนี้ ก็เป็นห่วงว่าเข่าของท่านจะแตก”รสนา ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ผู้ตรวจการแผ่นดินเสียใจเหตุ "เครนถล่ม" สีคิ้ว - พระราม 2 แนะรัฐคลอดมาตรการความปลอดภัย