
รพ.รัฐมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ในมุมมองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาฯ เห็นว่า ต่อให้โรงพยาบาลประเภทโรงเรียนแพทย์
ในมุมมองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาฯ เห็นว่า ต่อให้โรงพยาบาลประเภทโรงเรียนแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ รักษาโรคที่สลับซับซ้อนจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงกว่ารายได้การเรียกเก็บจากระบบการประกันสุขภาพสม่ำเสมอ แต่ก็ถือเป็นกิจการที่ทำแล้ว “ขาดทุน”
“การบริการภาครัฐนั้นต่อให้ขยายเท่าไรก็ไม่พอ เพราะเป็นกิจการที่ทำแบบขาดทุน เหมือนมีของฟรี คนก็จะขอมารับบริการตลอด คนที่ ‘นอนรอ’ เป็นคนไข้ใน เฉลี่ยวันหนึ่งประมาณ 50 คน เหตุเพราะไม่มีเตียงรับเป็นผู้ป่วยใน ซึ่งหลายคนก็บอกว่า เตียงไม่พอไม่เป็นไร เดี๋ยวเอาเตียงจากที่บ้านมานอนที่นี่ ผมก็ต้องชี้แจงไปว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เตียง แต่อยู่ที่ทีมงานไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอ”
คุณหมอบอกว่า แม้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่ใช้บริการโรงพยาบาลรัฐก็ไม่ได้ลดลง อาจเป็นเพราะคนชั้นกลางเองก็ไม่มีรายได้พอจะไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศต่อไป
“ผมไม่ได้ว่าโรงพยาบาลเอกชนนะ จริงๆ ถ้าไม่มีเอกชน เราจะแย่กว่านี้ เพราะอย่างน้อย เมื่อมีการแบ่งคนไข้ไปรับบริการโรงพยาบาลเอกชน ก็ทำให้คนมาใช้บริการเราไม่ล้นไปกว่าในปัจจุบัน”
ศ.นพ.ปิยะมิตร ให้ข้อมูลอีกว่า ที่ผ่านมาการที่รามาฯ พอจะอยู่ได้ก็ด้วยเงินบริจาค โดยมีมูลนิธิรามาธิบดีฯ โอนเงินมาช่วยเหลือฝั่งโรงพยาบาลปีละมากกว่าพันล้านบาท เพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม โรงพยาบาลขาดอยู่มาก เมื่อรวมกับการมีรายได้จากการให้บริการในคลินิกพรีเมียม และการให้บริการห้องพิเศษในอาคารศูนย์การแพทย์สิริกิติ์และอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ก็ช่วยทำให้รามาฯ อยู่รอดได้
“แต่ละปีเราได้เงินจากงบประมาณรัฐประมาณ 20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนผู้ป่วยที่ใช้สิทธิในแต่ละกองทุนสุขภาพ เราติดลบตลอด อย่างกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เราขาดทุนต่อปีละประมาณ 200 กว่าล้านบาท แต่ก็เป็นส่วนที่เราเข้าใจ และเต็มใจในการให้บริการ เรามีตัวช่วย อย่างเช่น พรีเมียมคลินิก คลินิกนอกเวลาหรือมูลนิธิรามาฯ ช่วยดูแล แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลจังหวัดห่างไกล บางทีก็จะลำบากเหมือนกัน” ศ.นพ.ปิยะมิตร เล่า
คุณหมอปิยะมิตร มองว่าในอนาคตนโยบายสาธารณสุขภาพใหญ่ต้องปรับตัว ถึงเวลาต้องคิดให้เกิดการ “ร่วมจ่าย” ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีรายได้พอประมาณ มากกว่าจะให้รัฐบาลแบกรับทั้งหมดอย่างในปัจจุบัน หากให้รัฐอุ้มทั้งหมด ทุกรายได้ ทุกอาชีพจะเกินจริง เนื่องจากไม่มีเงินมากขนาดนั้น ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารระดับประเทศควรคิดเรื่องนี้
“แต่ขณะนี้พอขยับก็มีเสียงต่อต้านเยอะมาก เพราะไม่เข้าใจ แต่ถ้าคนอยู่ในระบบจะเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายบริการสุขภาพสูงมาก ถ้าให้ฟรีหมดอย่างไรก็ไม่พอ” ศ.นพ.ปิยะมิตร ระบุ
สำหรับการแก้ปัญหา “เตียงเต็ม” ตลอดเวลานั้น คุณหมอบอกว่า การจัดการระบบสาธารณสุขต้องเปลี่ยนจากการให้ทุกอย่างมาโรงพยาบาลทั้งหมดไปสู่การให้ผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน โดยมีบุคลากรช่วยดูแล แล้วให้ญาติช่วยผู้ป่วยให้มากที่สุด และหวังพึ่งโรงพยาบาลให้น้อยที่สุด
“เช่น โรคบางอย่างที่ต้องให้ยาต่อเนื่อง 2 อาทิตย์ ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลตลอดเวลา เราก็อาจให้อยู่โรงพยาบาลแค่สามวันพอ อีกสิบวันมีพยาบาลออกไปที่บ้าน แล้วก็ให้ยาตามเวลา แต่ไม่ต้องใช้เตียงที่เป็นทรัพยากรสำคัญในโรงพยาบาล ซึ่งมีไม่เพียงพอ
“หรือกรณีคนไข้เรื้อรังที่มีแผลกดทับ ก็ต้องพยายามให้รักษาที่บ้าน ทำยังไงให้ผู้ป่วยพลิกตัว แก้ปัญหาแผลกดทับด้วยตัวเองที่บ้าน โดยมีพยาบาลออกไปให้คำแนะนำให้ญาติร่วมดูแลที่บ้าน ไม่ใช่มานอนติดเตียง อยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือน”
คุณหมอบอกว่า เป็นแนวคิดที่รามาฯ กำลังพยายามปรับ เพื่อใช้เตียงในโรงพยาบาลให้สั้นที่สุด และให้บริการผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในจำนวนที่มากที่สุด
อีกปัญหาด้านระบบสาธารณสุขที่สำคัญก็คือการขาด “พยาบาล” โดยคุณหมอบอกว่า ในระยะหลังๆ หนักถึงขั้นว่า โรงเรียนแพทย์-โรงพยาบาลรัฐหลายแห่ง สร้างตึกเสร็จแล้ว เปิดตึกไม่ได้ เนื่องจากอัตราพยาบาลไม่เพียงพอ
“บุคลากรสายแพทย์มักไม่ค่อยมีปัญหา เรามีแพทย์ที่ฝึกอบรมจำนวนมากที่เป็นแรงงานสำคัญ แต่ที่มีปัญหามากที่สุดคือพยาบาล ประเทศเราต้องการพยาบาลทั่วประมาณ 8 หมื่นคน ขณะนี้มีพยาบาลปฏิบัติหน้าที่แค่ประมาณ 5 หมื่นคน ทำให้พยาบาลที่ทำงานต้องรับภาระค่อนข้างหนัก ขณะที่ค่าตอบแทนก็ยังน้อยกว่าสายแพทย์
“จากภาระงานที่หนักบวกกับการต้องขึ้นเวรบ่ายดึก ทำให้หลังเรียนจบพยาบาล 5 ปี พยาบาลจะคงเหลืออยู่ในระบบไม่ถึง 40% ถามว่าแล้วไปไหน ก็ไม่เป็นแล้วพยาบาล เช่น หลายคนแต่งงานแล้วไปเป็นแม่บ้าน เพราะสามีไม่ต้องการให้ขึ้นเวรบ่าย-เวรดึก เปลี่ยนอาชีพไปขายตรง ขายเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ผ่านขายตรง เพราะรายได้อาจจะดีกว่าพยาบาล และงานก็สบายกว่า นี่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ในขณะที่เราผลิตพยาบาลได้เอง เรายังมีความลำบากในการจัดหาพยาบาลบรรจุตามอัตราที่เพียงพอ” คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาฯ ระบุ
อย่างไรก็ตาม รามาฯ ยังพยายามดูแลสายอาชีพพยาบาลไว้ทุกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการจัดค่าตอบแทนให้สูงขึ้น การสร้างความสุขในการทำงาน การจัดสถานที่ทำงานให้อยู่ดีมีสุข การสร้างความตระหนักในคุณค่าของบุคลากร รวมถึงการให้เกียรติพยาบาล และบุคลากรทุกสายงาน เพราะหากบริหารทรัพยากรบุคคลได้ไม่ดี ก็คงยากที่จะบริหารงานให้ประสบความสำเร็จ







