
พท.จวกอัยการเร่งฟ้องแดง
โฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้ อัยการเร่งดำเนินคดีกลุ่ม นปช. เชื่อมาจากเเรงกดดันทางการเมือง ปราศจากการพิจารณาหลักฐานรอบด้าน
โฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้ อัยการเร่งดำเนินคดีกลุ่ม นปช. เชื่อมาจากเเรงกดดันทางการเมือง ปราศจากการพิจารณาหลักฐานรอบด้าน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวว่า ตามที่พนักงานอัยการ ได้ยื่นฟ้อง19 นปช. เมื่อวันที่ 11 ส.ค.53 ต่อศาลอาญา โดยระบุข้อหาฐานความผิดทั้งก่อการร้าย ฝึกกำลังคน ซ่องสุมอาวุธ ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน โยนความผิดให้ผู้เสียชีวิตจาเหตุการณ์ชุมนุมที่สลายม็อบ 10 เม.ย.53 – 19 พ.ค.53 ให้กับผู้ต้องหา รวมถึงคดีเหตุทหารถูกสไนเปอร์ยิง ที่ดอนเมือง ช่วงขวางม็อบไปตลาดไท คดียิงเอ็ม 79 และระเบิดรวมถึงเผาสถานที่ต่างๆ เหมารวมหมด แบบก่อวินาศกรรม เรียกว่า “ติดคุกสิบชาติ ก็ชดใช้ความผิดไม่หมด” ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงพนักงานสอบสวน ก็ทราบดีว่า หลายเหตุการณ์ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ และการเสียชีวิตของประชาชนเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารอย่างชัดเจน เช่น เหตุการณ์เมื่อ 10 เม.ย.53 28 เม.ย.53 และ 13-19 พ.ค.53 ซึ่งเรื่องนี้ญาติของประชาชนผู้เสียชีวิต 80 ราย ได้มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ และคณะกรรมการ ปปช. เพื่อให้ดำเนินคดี กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และทหาร ที่ปฏิบัติการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าพนักงาน และ ปปช. แต่คดีประชาชนเสียชีวิต 80 ราย บาดเจ็บร่วม2,000 ราย และสูญหายอีกจำนวนหนึ่งไม่คืบหน้า ทั้งที่เวลาผ่านมาร่วม 3 เดือนกว่า ดีเอสไอ และพนักงานสอบสวน เร่งจ้องแต่คดีก่อการร้ายของกลุ่ม นปช. แต่กลับน่าจะดองคดีที่ประชาชนเสียชีวิต เหมือนน่าจะรับใช้การเมือง ไม่ได้รับใช้ประชาชน เจ็บตาย หายสาบสูญไม่คืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนวันนี้ทำงานสนองการเมือง ไม่คิดถึงหัวอกของประชาชน และญาติที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เห็นได้จากอัยการกลับเร่งรีบส่งสำนวนเพื่อเร่งฟ้องคดีอย่างผิดปรกติ กับกลุ่ม นปช. 19 คน โดยไม่มีการสอบสวนพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งการสั่งคดีของพนักงานอัยการสอดคล้องกับหนังสือร้องขอของ นายพีรพันธุ์ สารีรัตน์วิภาค รมว.ยุติธรรม ที่ร้องขออัยการเร่งดำเนินดี คดีดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า การสั่งคดีของอัยการในครั้งนี้มีแรงกดดันทางการเมือง และไม่เป็นไปโดยอิสระ ปราศจากการพิจารณาพยานหลักฐานโดยรอบด้าน ซึ่งตามกฎหมายดุลพินิจว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่ เป็นอำนาจ และดุลพินิจของพนักงานอัยการก็ตาม แต่หากอัยการใช้ดุลพินิจโดยบิดเบือน หรือโดยมีวาระแอบแฝง ซ่อนเร้น ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ผิดกฎหมายได้ ซึ่งศาลฎีกา ได้เคยมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานได้แล้ว ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 3509/2549
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า การสั่งฟ้องคดีของอัยการครั้งนี้น่าจะเป็นไปอย่างลุกลี้ ลุกลน โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยครบถ้วน อีกทั้งมีการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง จะทำให้ระบบยุติธรรมของไทยถูกจารึกไว้อีกครั้งหนึ่งว่า เป็นสองมาตรฐานหรือไม่ เพราะการปฏิบัติของอัยการในครั้งนี้ผิดไปจากหลักปฏิบัติที่เคยทำมา และเมื่อเปรียบเทียบกับคดีของกลุ่มพันธมิตรที่ถูกข้อกล่าวหาก่อการร้ายเหมือนกัน โดยการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีหลักฐานชัดแจ้งแต่กลับไม่มีความคืบหน้าของการสอบสวน และการสั่งฟ้องคดี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าอัปยศ สงสารประเทศไทยวันนี้ที่กระบวนการยุติธรรมน่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง หรือคนที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งไม่เคยมียุคไหนที่ฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเหมือนในยุคนี้







