
ไทยเสี่ยงโตไม่ถึง2.5%
ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.5% แต่มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าคาด จากความท้าทายหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงวัย ส่งผลให้ไทยขยายตัวได้ต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน
ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.5% แต่มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าคาด จากความท้าทายหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงวัย ส่งผลให้ไทยขยายตัวได้ต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน
เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำสำนักงานประเทศไทย แถลงรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยล่าสุดและผลกระทบของสังคมผู้สูงวัยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ว่า ปีนี้คาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 2.5% ดีขึ้นจากคาดการ์ณเดิมเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่เคยมองไว้ที่ 2% สาเหตุที่ปรับขึ้นเพราะเศรษฐกิจไทยน่าจะได้ผลดีจากปัจจัยด้านการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ บวกกับรายได้จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ขณะที่ปัจจัยการขับเคลื่อนอื่นๆ ของไทยยังขยายตัวน้อย เช่น การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำ หรือภาคการส่งออกที่ยังโตได้น้อย คาดว่าน่าปีนี้การส่งออกจะเติบโตที่ระดับ 0 % ถึงบวก 0.5% หรืออาจจะติดลบเล็กน้อยด้วยซ้ำไป จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอ และการปรับตัวไปสู่สินค้าคุณภาพขั้นสูงของผู้ประกอบการไทยยังทำได้น้อย บวกกับเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น แรงงานไทยมีทักษะที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด กลายเป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจไม่ลงทุนของนักลงทุน ซึ่งพบได้จากการสำรวจความเห็นในการตัดสินใจต่อการลงทุน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาคเอกชนยังไม่อยากลงทุน
นอกจากนี้ ระบบการลงทุนภาครัฐที่ยังเบิกจ่ายได้น้อย ดูจากอดีตมีการเบิกจ่ายได้ดีที่สุดอยู่ที่ 70% ของงบการลงทุน สะท้อนว่าระบบการจัดสรรการลงทุนของรัฐสำหรับโครงสร้างขนาดใหญ่เป็นระบบที่ค่อนข้างเก่าแก่ และอาจเบิกลดลงได้ ส่งผลให้การลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐอาจจะล่าช้ากว่าที่คาด ทำให้ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเท่าที่ควร บวกกับเศรษฐกิจไทยยังเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะทำให้สัดส่วนของประชากรด้านแรงงานลดลง ซึ่งมีผลให้เศรษฐกิจไทยโตได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดีในปี 2560 คาดว่าเศรษฐกิจจะโตระดับ 2.6%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้ถึงจะโตที่ 2.5% แต่ยังถือว่าโตได้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน โดยปีนี้ธนาคารโลกคาดว่าประเทศมาเลเซียน่าจะโตได้ที่ 4.4% อินโดนีเซีย 5.1% ฟิลิปปินส์ 6.4% เวียดนาม 6.2% เมียนมา 7.8% สำหรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยคาดว่าประชากรในวัยทำงานจะลดลงถึง 11% ในอีก 25 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2583 จากเดิมที่มีวัยทำงานประมาณ 49 ล้านคน ในปีนี้ จะลดลงเหลือ 40.5 ล้านคน
ด้าน อูริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีที่สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะประเมิน โดยธนาคารโลกอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลและประเมินผลกระทบจากการเชื่อมโยงของเศรษฐกิจการค้า ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม แต่ในเบื้องต้นดูจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดี ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศต่ำ น่าจะสามารถรองรับผลกระทบต่างๆ ได้ค่อนข้างดี
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า กรณีเบร็กซิตส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่เห็นชัด คือ ความผันผวนของค่าเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นหลักของโลกชะลอตัวลง ขณะนี้ยังไม่หยุดนิ่ง และคำถามที่ตามมาคือ แล้วปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะแย่กว่านี้อีกหรือไม่
ธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ในช่วง 2 ปีจากนี้จึงเป็นช่วงของความไม่แน่นอน เป็นโจทย์ใหญ่ของโลก และเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปี เพราะมีทั้งสงครามค่าเงิน เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ความผันผวนของราคาน้ำมันและปัญหาภาวะหนี้สาธารณะสูง ความผันผวนเหล่านี้ทำให้กำลังซื้อทั่วโลกไม่ฟื้น เนื่องจากยังไม่มั่นใจในสถานการณ์โลก จึงอาจทำให้การส่งออกของไทยปีนี้มีโอกาสติดลบ 2% ได้ และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 3 เดือนจากนี้ ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าลงไปอีก
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงภาคการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 3% จากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป หรือประมาณ 1 ล้านคน ลดน้อยลง ถ้าเคลียร์ไม่ได้ภายใน 3 เดือน ที่จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว อาจจะเห็นการจองห้องพักลดน้อยลง แต่ก็หวังว่าจะไม่กระทบกระเทือนมาก เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน และการมาเที่ยวในไทยก็เพื่อพักผ่อน
“ครั้งนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของไทยในรอบ 50 ปีเช่นกัน และจะเห็นว่าการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแต่ละครั้งของไทย ส่วนใหญ่จะมาจากปัจจัยต่างประเทศ ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้อย่างราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน ค่าเงินที่ผันผวน ราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำทุกรายการ และการส่งออกที่ชะลอตัวลง”
อย่างไรก็ดี กรณีเบร็กซิต มองว่า เป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย และสิ่งที่ทั่วโลกกำลังกังวล คือ สหภาพยุโรปจะแตกหรือไม่ เพราะมีท่าทีว่ามีอีกหลายประเทศที่เริ่มจะขอออกจากอียู ในขณะที่สหราชอาณาจักรเอง เมื่อออกจากอียูแล้วในระยะสั้นนี้จะแตกหรือไม่ เพราะมีความคิดเห็นที่แตกต่างภายในเช่นกัน
ระยะสั้นนี้ การออกจากอียูส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรเช่นกัน คาดว่าระยะสั้นจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 1-2% และระยะยาวน่าจะกระทบ 3% เนื่องจากสหราชอาณาจักรพึ่งพาการส่งออกจากอียู 5% และมีการค้ากันเองภายในอียู 10% จากนี้คงต้องดูว่าอียูจะมีมาตรการอะไรออกมา







