ยกสุดท้าย นปช. เปิดหน้าแลกหมัด
มองข้ามช็อตไปหลังประชามติ การรีบขยับของ นปช. ยังเสมือนเป็นการเริ่มต้นออกเสียงล่วงหน้า ไม่ให้ฐานเสียงในพื้นที่ต้องไขว้เขว
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เข้าสู่ยกสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเครือข่ายพร้อมใจกันออกมาโชว์ลีลา “เปิดหน้าแลกหมัด” แบบไม่ห่วงโดนสวนกลับ
เรียกได้ว่าเป็นการเปิด “เกมรุก” อาศัยทุกช่องทางที่พอจะเคลื่อนไหวได้ ภายใต้กรอบกติกาที่ถูกควบคุมโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ก่อนหน้านี้ นปช.วางกลไกสำคัญด้วยการเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อเกาะติดการลงพื้นที่ชี้แจงรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ
ท่ามกลางข้อกังขาว่าจะเป็นการ “กดดัน” การทำงานของฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ อีกด้านหนึ่งยังอาจเป็นการจุดชนวนถล่มความน่าเชื่อถือของประชามติ
แม้จะไม่มีพลังเพียงพอถึงขั้นทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องสะดุด แต่สามารถใช้เป็น “หัวเชื้อ” ที่จะหยิบไปขยายผลทำลายความชอบธรรมร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต
แถมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเช่นนี้ การปล่อยให้เกิดแรงกระเพื่อมย่อมไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของ คสช. เพราะถึงศูนย์ปราบโกงประชามติจะไม่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดความผิดได้ แต่การส่งเรื่องความผิดปกติในแต่ละพื้นที่ขึ้นมายังส่วนกลางเพื่อขยายผลและดำเนินการเข้าสู่กลไกกฎหมาย ย่อมมีแต่จะทำลายทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญและความน่าเชื่อถือของ คสช.
ไม่แปลกที่ คสช.จำต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองสั่งปิดศูนย์ปราบโกงในเวลาต่อมา
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคย “ไฟเขียว” ให้กลุ่มเสื้อแดงเปิดศูนย์ได้ทั่วประเทศ แถมเสียงเห็นดีเห็นงามจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เชื่อว่าการมีฝ่ายอื่นมาร่วมตรวจสอบการทำประชามติจะยิ่งเพิ่มความ “ชอบธรรม” และความ “ศักดิ์สิทธิ์” ให้กับร่างรัฐธรรมนูญ
ตอกย้ำว่า คสช.ไม่ประมาทกับพลังการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ที่ออกมาเคลื่อนไหวรอบนี้
จะเห็นว่าหลังสั่งปิดศูนย์ปราบโกงแล้ว ยังไล่บี้แกนนำ นปช. ต่อด้วยการตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกง และนัดแกนนำทั้งหมดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปรามในวันที่ 30 มิ.ย.นี้
การกระชับอำนาจของ คสช.เล่นเกมหนักกับ นปช.รอบนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการหวังผลสะกดการเคลื่อนไหวที่เชื่อว่าจะมีต่อมาเรื่อยๆ นับจากนี้
อย่าลืมว่าแกนนำแต่ละคนไล่มาตั้งแต่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ล้วนแต่มีชนักปักหลังหลายคดี ได้รับการประกันตัวออกมาภายใต้เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง หากบุ่มบ่ามทำอะไรเช่นนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้มีผู้ร้องถอนประกันได้ในอนาคต
ทว่าจากท่าทีการเคลื่อนไหวรอบนี้ของแกนนำ นปช. ต้องเรียกว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของ คสช. อย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นจากการเปิดหน้าแลกหมัดต่อเนื่อง ทั้งการเคลื่อนไหวผ่านศูนย์ปราบโกงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่อไป
ยิ่งภายหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ออกมา “กรุยทาง” เปิดเฟซบุ๊กไลฟ์เชียร์ร่างรัฐธรรมนูญ
บรรดาแกนนำ กปปส.ต่างใช้ “ข้ออ้าง” ตรงนี้เปิดเกมรุกออกมาแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญผ่านช่องทางเดียวกัน แบบพร้อมเพรียงแถมยังจะขยายวงต่อไปเรื่อยๆ
สอดรับไปกับท่าทีของอดีต สส.และแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัวยืนยันจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว
อีกด้านหนึ่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เตรียมเปิดรายการพิเศษ ชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยยาว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี คู่ขนานไปกับรายการของคณะ กกต. จำนวน 13 ครั้ง เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันที่ 1 ก.ค.นี้
ถือเป็นการยอมเสี่ยง “เดิมพัน” ด้วยอนาคตของสถานีพีซทีวี ที่คาดว่าจะถูกปิดมาหลายรอบ
การเปิดหน้าแลกหมัดของ คสช.รอบนี้ เพราะรู้ดีว่านี่เป็น “โอกาส” ที่ไม่ได้จะมีบ่อยนัก เมื่อการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายย่อมเห็นดีเห็นงาม และควรปล่อยให้เคลื่อนไหวได้อิสระ ดังจะเห็นท่าทีดึงองค์การระหว่างประเทศร่วมมากดดัน คสช.อีกทางหนึ่ง
อีกด้านสถานการณ์เช่นนี้ยังช่วย “เลี้ยงกระแสมวลชน” ที่อ่อนกำลังไปนานหลังรัฐประหารให้กลับมารวมตัวเข้มแข็งอีกครั้ง เผื่อไว้ในวันที่อาจจำเป็นต้องระดมมวลชน
มองข้ามช็อตไปหลังประชามติ การรีบขยับของ นปช. ยังเสมือนเป็นการเริ่มต้นออกเสียงล่วงหน้า ไม่ให้ฐานเสียงในพื้นที่ต้องไขว้เขวไปกับนโยบายลดแลกแจกแถมของ คสช.ที่กำลังจะออกมา
นี่ทำให้ นปช.ต้องยอมเปิดหน้าแลกหมัดในยกสุดท้ายที่ไม่มีอะไรจะต้องเสีย


