
งบรายจ่ายปี'60 เสี่ยง เศรษฐกิจหด รายได้หลุดเป้า
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายปี 2560 วงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระแรกไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครยกมือค้าน มีเพียงการติติงเรื่องความเพียงพอของงบประมาณรายจ่ายลงทุนและความโปร่งใสของการใช้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากนี้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2560 จะเข้าสู่การพิจารณาวาระสองในชั้นของกรรมาธิการภายใน 90 วัน และเข้าสู่การพิจารณาวาระสามของ สนช. ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างไร ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณเริ่มได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป ช่วยให้การอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายปี 2560 เม็ดเงินเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณปีก่อนหน้าไม่มาก ยังเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์การเก็บรายได้ไว้ 2.34 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก
สำหรับงบประมาณรายจ่าย แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 2.1 ล้านล้านบาท หรือ 77% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด งบรายจ่ายลงทุนอยู่ที่ 5.47 แสนล้านบาท คิดเป็น 20% ของงบประมาณยรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของงบประมาณรายจ่ายปี 2560 ที่เน้นเรื่องการฟื้นฟูและกระตุ้นการลงทุน เพื่อวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะกลาง
นอกจากนี้ งบรายจ่ายเพื่อชำระเงินกู้ 8.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3% งบงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการบริหารประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาการตั้งงบชำระหนี้ส่วนนี้อยู่ที่ 1-2% ของงบรายจ่าย ทำให้หนี้ของประเทศลดลงช้ามาก และที่ผ่านมากระทรวงการคลังพยายามเรียกร้องสำนักงบประมาณและรัฐบาลให้เพิ่มงบชำระหนี้ให้ได้ขั้นต่ำ 3% เพื่อให้การเงินการคลังของประเทศมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างแท้จริง
สำหรับในการทำงบประมาณรายจ่ายปี 2560 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.7-4.2% จากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-3.5% เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว การส่งออกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น
เมื่อพิจารณาจากกรอบงบประมาณที่รัฐบาลจัดทำ ก็ถือว่ารัฐบาลพยายามใช้เงินที่มีอยู่จำกัดให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มีการใช้จ่ายโดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์บริหารประเทศตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหลัก เพื่อให้ทุกหน่วยงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม งบประมาณ 2560 ยังมีจุดที่น่าเป็นห่วงที่สำคัญ ซึ่งอาจทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเกิดสะดุดได้ อันดับแรก การประมาณการเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากเกินจริง จะเห็นว่ารัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2560 ไว้ 3.7-4.2% สูงกว่าหน่วยงานอื่นๆ มาก ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 3.1% เท่าเดิม แต่ลดประมาณการเศรษฐกิจปีหน้าลงจาก 3.3% เหลือ 3.2% ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจปีหน้ายังมีความเสี่ยงอยู่มาก
ธปท.มองว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบ 2.5% สูงกว่าเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 2% และปีหน้าการส่งออกจะทรงตัวอยู่ที่ 0% พูดง่ายๆ ส่งออกปีหน้าไม่ขยายตัวเลย จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเล็กน้อย 0.1% ต่างกับรัฐบาลที่มองว่าการส่งออกจะฟื้นตัวและจะกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
การประเมินเศรษฐกิจไทยดังกล่าว ยังไม่รวมผลกระทบที่อังกฤษมีประชามติให้ออกจากกลุ่มประเทศอียู และทำให้ตลาดการเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาปั่นป่วนอย่างมาก และปัญหานี้จะยังส่งผลกระทบในระยะสั้นและระยะปานกลางต่อไป เพราะมีความกังวลเป็นลูกโซ่ว่าจะมีประเทศในกลุ่มอียูเดินตามอังกฤษลงประชามติออกจากกลุ่มอียู ทำให้เศรษฐกิจของยุโรปอ่อนแอ กระทบกับเศรษฐกิจโลก
และแน่นอนว่าจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยแม้ไทยมีการค้าโดยตรงกับอังกฤษไม่มาก แต่ก็มีสัดส่วนการค้ายุโรปอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าการค้าที่ทำกับประเทศอาเซียนจีนและญี่ปุ่นก็ตาม แต่เมื่อเศรษฐกิจยุโรปเขย่าเศรษฐกิจโลก ย่อมทำให้เศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นอ่อนแออยู่ในขนะนี้เกิดความผันผวนแย่กว่าที่คาดหรือฟื้นตัวช้ากว่าที่คิดไว้ ทั้งหมดนี้มีผลกระทบกับการค้าของไทยอย่างหนีไม่พ้น ทำให้การส่งออกของไทยครึ่งปีหลัง 2559 และทั้งปี 2560 อาจไม่ฟื้นตัวมากอย่างที่ ธปท.คาดการณ์ไว้
แม้แต่ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็ยอมรับว่าการออกจากยุโรปของอังกฤษจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจระยะปานกลาง ทำให้เศรษฐกิจยุโรปมีปัญหาและสะเทือนการส่งออกไทย ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการรับมือไว้โดยการขยายตลาดการส่งออกไปยังประเทศอื่น
จากภาพเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นและปานกลาง จะเห็นว่ามีปัญหาต้องรับมือกันอย่างหนัก ซึ่งหน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ ของภาคเอกชนก็เตรียมที่จะลดประมาณการเศรษฐกิจของไทยในปีนี้และปีหน้าลง โดยก่อนหน้าหลายแห่งก็มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ขณะที่เศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ 3% ต้นๆ เท่านั้น โดยธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.5% และปีหน้า 2.6% เท่านั้น ซึ่งเป็นการมองเศรษฐกิจโตต่ำมากที่สุด
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่หดตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ทำให้งบประมาณของประเทศสะเทือนไปด้วย โดยผลกระทบที่ตามมาอีกเรื่องคือการเก็บรายได้ของประเทศที่ตั้งไว้จะไม่ได้ตามเป้า เพราะการประมาณการเศรษฐกิจอยู่บนฐานเศรษฐกิจขยายตัวได้สูง แต่เมื่อไปไม่ถึงก็ทำให้การเก็บรายได้มีโอกาสต่ำกว่าเป้าหมายไปด้วย
การเก็บรายได้ของประเทศมีปัญหามาหลายปี เฉพาะรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สนช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศในงบประมาณปี 2558 หรืองบประมาณ 2559 ที่ใช้ปัจจุบันอยู่ก็มีปัญหาการเก็บรายได้ โดยเฉพาะการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก แต่โชคดีว่ามีรายได้พิเศษจากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ 4จี เข้ามาช่วยไว้ทำให้รายได้โดยรวมของประเทศเป็นไปตามเป้าหมาย แม้ว่าการเก็บภาษีจะสูญหายไปมากก็ตาม
โดยในปีงบประมาณ 2558 การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.17 แสนล้านบาท เนื่องจากการเก็บภาษีของกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้าหมาย 2.35 แสนล้านบาท กรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 7,000 ล้านบาท มีเพียงกรมสรรพสามิตที่เก็บภาษีเกินเป้า 1.7 หมื่นล้านบาท สำหรับการเก็บรายได้ของรัฐบาลในรอบ 7 เดือน ของปีงบประมาณ 2559 ออกมาเกินเป้า 7.05 หมื่นล้านบาท แต่มาจากรายได้พิเศษที่ประมูลคลื่นโทรศัพท์ 4จี จำนวน 4.82 หมื่นล้านบาท และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจเพิ่ม 1.68 หมื่นล้านบาท
แต่เมื่อดูการเก็บภาษีของ 3 กรมภาษียังต่ำกว่าเป้าหมายถึง 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกรมสรรพากรเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 4 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 3,000 ล้านบาท มีเพียงกรมสรรพสามิตที่เก็บภาษีเกินเป้าหมาย 1.3 หมื่นล้านบาท จะเห็นว่าการเก็บรายได้ของประเทศรอดมาได้เพราะมีตัวช่วย
แต่สำหรับปีงบประมาณ 2560 ไม่มีรายได้พิเศษเข้ามาช่วยเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้กาารจัดเก็บรายได้ของประเทศน่าเป็นห่วง เพราะเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้น้อยกว่าคาด การบริโภคไม่ฟื้น การลงทุนภาคเอกชนไม่ขยับ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้รายได้ของประเทศหดตัว และการที่รายได้ของประเทศไม่เข้าเป้าจะทำให้กระสุนของรัฐบาลในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจน้อยตามไปด้วย
ดังนั้น การทำงบประมาณให้ผ่านสภาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับรัฐบาล แต่การบริหารงบประมาณรายจ่ายให้ได้ตามแผนที่ตั้งเป้าไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องหาทางรับมือกันตั้งแต่งบประมาณยังไม่คลอดออกมาใช้ เพราะเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงเร็วและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรง ไม่เช่นนั้นงบประมาณปี 2560 จะมีปัญหาฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ขึ้น







