posttoday
ความเท็จและความจริงเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข (3)

ความเท็จและความจริงเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข (3)

12 สิงหาคม 2553

...นพ.วิชัย โชควัฒนะ

มีกรณีมากมายที่เป็นเรื่องราวของประชาชนที่เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข แล้วยังต้องไปเจ็บปวดทรมานจากกลไกรัฐ ที่นอกจากไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน หรือมิได้ให้ความเป็นธรรมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังซ้ำเติมเพิ่มความเจ็บปวดทุกข์ทรมานให้แก่ประชาชนอีก ขอยกมาเล่าอีกเพียงตัวอย่างเดียว

เป็นกรณีคนไข้พบก้อนเนื้อในท้องได้ไปตรวจที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน สถานีอนามัยส่งตัวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซักประวัติพบว่ากินยาคุมมา 5 ปีแล้ว ตรวจการตั้งครรภ์พบว่าเป็นผลลบ ตรวจภายในแล้ววินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก

กรณีเช่นนี้ สิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัดคือ ส่งตรวจด้วยอัลตราซาวด์ แต่แพทย์ไม่ได้ตรวจ ไม่ทราบเพราะเป็นนโยบายผู้บริหารที่ “ขี้เหนียว” หรือไม่ คนไข้รายนี้แพทย์จึงจัดการผ่าตัด พบว่าก้อนเนื้อที่วินิจฉัยว่าเป็น “เนื้องอก” นั้น แท้จริงแล้วคือมดลูกที่โตขึ้นจากการตั้งครรภ์ จึงเย็บปิดและส่งตรวจอัลตราซาวด์พบว่าตั้งครรภ์แฝด

กรณีนี้คนไข้ร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน สรุปว่าแพทย์มิได้ผิดพลาดหรือบกพร่อง การผ่าตัดเป็นส่วนหนึ่งของการวินิจฉัยโรค! คนไข้จึงต้องไปพึ่งศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนการวินิจฉัยแบบ “เอาสีข้างเข้าถู” เช่นนั้น ศาลปกครองกลางตัดสินว่า กระบวนการพิจารณาของกระทรวงสาธารณสุขถูกต้องแล้ว โดยมิได้ตัดสินว่าคำวินิจฉัยนั้นชอบหรือไม่ คนไข้จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งวินิจฉัยว่ากระทรวงสาธารณสุขวินิจฉัยไม่ถูกต้อง แต่เรื่องการชดเชยความเสียหายไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองต้องไปฟ้องทางแพ่ง คนไข้จึงฟ้องกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

คดีจบลงด้วยการที่มีการไกล่เกลี่ยระหว่างแพทย์กับผู้เสียหาย โดยแพทย์ยินยอมจ่ายเงินให้ 1.2 แสนบาท และคนไข้ก็ยินยอมยุติคดี หลังจากต้องต่อสู้อย่างยืดเยื้อยาวนานเป็นเวลาถึง 7 ปี!

กรณีนี้ถ้ามีกลไกของมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือมี พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข คนไข้ก็จะได้รับการช่วยเหลือชดเชยไปในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ต้องเจ็บปวดทรมานจากกลไกรัฐที่พิกลพิการไร้ประสิทธิภาพ ข้อสำคัญกระทรวงสาธารณสุขก็จะไม่ต้องไปทำสิ่งที่น่าอับอายเพื่อปกป้องช่วยเหลือคนของตน ซึ่งสุดท้ายก็ช่วยไม่ได้ และแพทย์ก็ต้องเป็นผู้จ่ายเงินเอง หลังจากต้องทุกข์กังวลอย่างยาวนานเช่นเดียวกับคนไข้

โดยปกติวิสัยคนไทยทั่วไปยังให้ความยกย่องนับถือแพทย์และไม่อยากฟ้องร้องแพทย์ การฟ้องร้องมักเกิดจากเป็นกรณีที่ “เหลืออด” จริงๆ เป็นส่วนใหญ่ ยิ่งปัจจุบันมีกรณีตัวอย่างมากมายที่พบว่า ยากที่จะฟ้องชนะหมอ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าหมอทำผิดก็ตาม เพราะระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันทำให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภาพยายามสร้างกลไกปกป้องพวกเดียวกันเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การที่แพทยสภาได้แจ้งให้แพทย์และโรงพยาบาลทุกแห่งทราบว่า ถ้าถูกฟ้องอย่าส่งเวชระเบียนให้คนไข้หรือญาติ ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารกำหนดให้ต้องให้ แพทยสภาได้กระทำสิ่งที่ล่อแหลมต่อการละเมิดกฎหมาย คือการให้ส่งเวชระเบียนให้แพทยสภา “ตรวจสอบ” ก่อน ซึ่งย่อมทำให้ผู้เสียหายกังขาในความเป็นกลางและเป็นธรรมของแพทยสภา สงสัยได้ว่าอาจมีการ “ทำลายหลักฐาน” หรือ “ปลอมแปลงเอกสาร” ฉะนั้นคนไข้ย่อมยากที่จะได้หลักฐานสำคัญในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม

แพทยสภายังทำมากกว่านั้น นั่นคือการขอ “ความร่วมมือ” จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สั่งการให้สถานีตำรวจทั่วประเทศขอความเห็นจากแพทยสภาไปประกอบการพิจารณาคดีในทุกกรณีที่มีการแจ้งความฟ้องร้องแพทย์ในคดีอาญา ซึ่งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ “ให้ความร่วมมือ” สั่งการไปจริงๆ

แพทยสภายังทำมากกว่านั้นอีก นั่นคือการช่วยเหลือแพทย์ในการต่อสู้คดี โดยการส่ง “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” ไปให้การหักล้างพยานโจทก์ โดยที่ฝ่ายโจทก์ยากที่จะหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปเป็นพยานฝ่ายตนได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนที่มีใจเป็นธรรมไปเป็นพยานให้คนไข้ ก็จะถูก “เล่นงาน” อย่างหนัก ดังกรณีที่ นพ.ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี และ พญ.เพลินจิต ศิริวันสาณฑ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีไปเป็นพยานโจทก์ กรณีคนไข้เสียชีวิตจากการคลอด โดยมีข้อเท็จจริงว่าวิสัญญีแพทย์ “วิ่งรอก” ดูคนไข้พร้อมกัน 2 ห้อง

ระบบการพิจารณาของศาลย่อมต้องให้น้ำหนักพยานผู้เชี่ยวชาญสูง เมื่อแพทยสภาเข้าไปกระทำเช่นนั้น ความเป็นธรรมย่อมเกิดขึ้นได้ยาก คนไข้ย่อมเสียเปรียบวันยังค่ำ จึงไม่แปลกที่มีทนายความออกมาประกาศชัดเจนว่า ฟ้องแพทย์ไปประมาณ 10 คดี ชนะเพียงคดีเดียว

การกระทำของแพทยสภาทำให้เป็นที่กังขาว่า อาจเป็นการทำลายความเป็นธรรมหรือไม่แล้ว ยังเสมือนเป็นการดึงสังคมให้ย้อนกลับไปสู่ยุคชุมชนบุพกาล (Primitive Society) ที่มุ่งต่อสู้เพื่อเครือญาติ (Clan) หรือพวกพ้องชนเผ่า (Tribe) เป็นหลัก

สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขนี้ ฝ่ายประชาชนเองก็เจ็บปวดมาตลอดระยะเวลาที่ต้องต่อสู้กับแพทยสภา และกระทรวงสาธารณสุขในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ถ้าเปรียบเทียบร่างฉบับประชาชนกับฉบับที่ผ่านกฤษฎีกาออกมาแล้วจะเห็นความแตกต่างมากมาย แต่ฝ่ายประชาชนกลับมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะรอต่อสู้ต่อไปตามระบอบรัฐสภาในชั้นกรรมาธิการ ตรงกันข้ามกับแพทยสภาที่ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายที่ตนเองก็ร่วมพิจารณามาโดยตลอด ด้วยข้ออ้างในลักษณะการหลอกลวงใช้เล่ห์เพทุบายกล่าวหาอย่างไม่รับผิดชอบ เช่น นพ.อำนาจ กุศลานันท์ อุปนายกแพทยสภา บอกว่า หลังผ่านกฤษฎีกาแล้ว ยังไปแก้กันเพิ่มเติมอีกและเสนอขอให้เอามา “ตกลง” กันก่อนเข้าสภา ซึ่งยากจะตกลงกันได้ และมีโอกาสสูงที่กฎหมายนี้จะเข้าสภาไม่ทันสมัยประชุมนี้ ถ้ารัฐบาลยังตกอยู่ใน “ภยาคติ” ไม่กล้าขัดใจแพทยสภา

ประเด็นต่างๆ ที่แพทยสภาเสนอ เช่น เรื่ององค์ประกอบคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการเป็นเรื่องที่พิจารณากันในชั้นกฤษฎีกามาแล้ว และสามารถพิจารณาต่อไปในขั้นกรรมาธิการ มิใช่ชะลอร่างกฎหมายไม่เอาเข้าสภา

ประเด็นที่นายกแพทยสภาอ้างว่ากฎหมายนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ มีแต่คณะกรรมการตามกฎหมายนี้ที่จะได้ประโยชน์ก็เป็นข้ออ้างที่ “ตลก” ที่สุด การเรียกคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าเสียหายและค่าชดเชยว่า “ศาลเตี้ย” ก็เป็นเรื่องน่าสังเวช ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากคนที่เป็นแพทย์ ที่เคยได้ทุนพระราชทานอานันทมหิดล!

และที่บอกว่ากฎหมายนี้จะทำให้ต้องเสียเงินปีละเป็นหมื่นล้านบาท ก็เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยอย่างยิ่ง เพราะจากประสบการณ์ 6 ปี ของการใช้มาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กฎหมายกำหนดให้กันเงินทุนไว้ไม่เกินร้อยละ 1 มาใช้เพื่อการนี้ ซึ่งช่วง 6 ปีดังกล่าวคิดเป็นเงินที่กันไว้ราว 6,000 ล้านบาท ข้อมูลถึงวันที่ 28 ก.ค. 2553 ใช้ไปเพียง 296,466,183 ล้านบาท เท่านั้น ช่วยเหลือผู้เสียหายไปได้ทั้งสิ้น 2,719 คน โดยเฉลี่ยใช้เวลานับจากวันยื่นคำร้องถึงวันที่ผู้เสียหายได้รับคำวินิจฉัยเพียง 27 วัน เท่านั้น

ประเด็นที่บอกว่าจะทำให้มีการฟ้องร้องแพทย์และโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดให้จ่ายเฉพาะ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” เท่านั้น ยังไม่ปรากฏว่าไปฟ้องร้องแพทย์และโรงพยาบาลต่ออีก แต่ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นี้ จะพิจารณาจ่าย “ค่าชดเชยความเสียหายเบื้องต้น” ให้ด้วย ถ้าคนไข้ไม่พอใจไปฟ้องศาล กฎหมายก็ให้ระงับการจ่าย ให้รอจ่ายตามคำพิพากษาของศาล แล้วอย่างนี้จะมีคนไข้ที่ไหนเลือกไปพึ่งการฟ้องศาลแทน เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุไปมากมาย และอาจต้องเจ็บปวดทรมานกับการต่อสู้คดีในศาลแล้ว ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะแพ้คดีด้วย

อันที่จริงในชั้นการพิจารณาของกฤษฎีกา ฝ่ายประชาชนเจ็บปวดทรมานกับการที่ได้ข้อสรุปเรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ที่ตัดสินให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นเจ้าของเรื่องนี้ แทนที่จะตั้งเป็นหน่วยงานอิสระหรือให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ดูแลเรื่องมาตรา 41 อยู่แล้วทำหน้าที่ต่อไป เพราะหน่วยงานนี้ควรเป็นอิสระ ไม่ควรอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขซึ่งย่อมถูกแทรกแซงและสั่งการได้ง่ายโดยผู้มีอำนาจ และควรมีความคล่องตัวเหมือนกรณีระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งริเริ่มดำเนินการโดย สปสช. จากการเจียดเงินที่มีอยู่น้อยนิดมาทำจนเข้มแข็ง เมื่อจะขยายการครอบ คลุมให้แก่ประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการด้วย ก็ใช้วิธีตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาทำหน้าที่

ถ้าไม่อยากตั้งหน่วยงานใหม่ ก็ควรให้ สปสช. ทำต่อไปจะดีกว่า เพราะ สปสช. ได้พิสูจน์ตัวเองชัดเจนว่า มุ่งทำงาน “ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์” มากกว่า และระบบธรรมาภิบาลดีกว่ากรมสนับสนุนบริการสุขภาพอย่างชัดเจน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค