
โศกนาฏกรรม
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
กลายเป็น “โศกนาฏกรรม” ที่ยากจะแก้ตัวว่าเป็น “อุบัติเหตุ” หรือ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
เมื่อเสียงสะท้อนย้อนกลับมา “รวดเร็ว” และ “รุนแรง” หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผุดไอเดียสร้าง “เส้นทางจักรยาน” คู่ขนานไปกับ “เส้นทางวิ่ง” ที่มีอยู่ดั้งเดิมก่อนหน้านี้รอบสวนจิตรลดา
ปัญหาอยู่ที่เส้นทางจักรยานนี้ต้องตัดผ่านพื้นที่เดิมที่ใช้ปลูกต้นไม้ บางช่วงบางตอนของถนนเส้นนี้จึงเบียดกินพื้นที่ไปถึงโคนต้นไม้ บางช่วงต้องสะดุดหยุดเพราะรากไม้ที่วางตัวเหนือพื้นดินจนไม่อาจทำถนนผ่านไปได้ บางช่วงบางตอนต้องตัดต้นไม้ที่ขวางทางทิ้ง
นักวิชาการ นักอนุรักษ์ หรือบุคคลธรรมดาทั่วไป วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์
จากประสบการณ์ที่สั่งสม หลายคนออกมาเตือนล่วงหน้าว่าการทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีกับต้นไม้ใหญ่ ที่ต้องมีพื้นที่ให้รากได้ค้ำยันลำต้น ยิ่งสูงใหญ่ยิ่งต้องใช้พื้นที่เพื่อพยุงลำต้น
ยังไม่รวมกับปัญหาเรื่อง “น้ำ” และ “อากาศ” ที่ต้นไม้จะดูดซึมได้น้อยลงไป หลังจากมีเส้นทางจักรยานที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กปิดพื้นผิวดินที่เดิมก็มีน้อยอยู่แล้วให้น้อยลงไปอีก
เสียงสะท้อนที่ออกมาทำให้การก่อสร้างชะลอตัวลงไปเล็กน้อย แต่สักพักก็เดินหน้าต่อไป
ในฐานะที่ต้องสัญจรผ่านเส้นทางสายนี้และแวะเวียนไปใช้บริการวิ่งออกกำลังอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ได้เห็นพัฒนาการการก่อสร้างที่ดูแล้วก็ทั้งเสียว ทั้งสงสารต้นไม้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเลือกฟันรากต้นไม้ที่นูนขึ้นมาเหนือพื้นดินทิ้ง เพื่อให้สามารถปูถนนเชื่อมโยงไปได้ ทั้งที่รู้ว่าย่อมทำให้ต้นไม้อ่อนแอ เสี่ยงต่อการล้มตาย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการโค่นล้มเป็นอันตรายต่อคนที่สัญจรแถวนั้น
จนสุดท้ายทุกอย่างเป็นไปตามที่หลายคนเคยออกมา “ดักคอ” ต้นไม้ล้ม และสุ่มเสี่ยงที่จะตายในอนาคต ทางแก้เท่าที่ทำได้คือการหาเหล็กมาค้ำไว้ แน่นอนอาจไม่ใช่ทางแก้ที่ยั่งยืนถาวร
ถ้าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไปเกิดขึ้นที่บ้านอื่นเมืองอื่น คงอาจมีการไล่สาวหาคนรับผิดชอบ ที่ทำให้ “ต้นไม้” ที่กว่าจะโตมาจนถึงขนาดนี้ต้องตายลงไปแบบน่าเสียดาย หรือสืบสาวไปถึงต้นตอแนวคิดที่มาของโครงการนี้
เสน่ห์ของเส้นทาง 3.2 กิโลเมตร รอบสวนจิตรลดา คือบรรยากาศที่ล้อมหน้าล้อมหลังด้วยสระน้ำและสวนย่อมๆ กลางเมือง ทั้งคนวิ่ง คนขี่จักรยาน คนสัญจรไปมา “แบ่งปัน” และ “เรียนรู้” การใช้เส้นทางสายนี้ได้อย่างไม่มีการกระทบกระทั่ง
จนกระทั่งมีโครงการสร้างทางจักรยานนี้ขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความต้องการของใคร เพราะหากพิจารณาให้ดี เส้นทางสายนี้อาจไม่เหมาะกับการขี่จักรยานเสียทีเดียว
ประการแรก เลนจักรยานที่สร้างใหม่แนบชิดกับถนนที่รถสัญจรไปมาทั้ง 3 ด้าน จากทั้งหมด 4 ด้าน สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ยังไม่รวมกับช่วงหัวโค้งแต่ละมุมที่มีพื้นที่จำกัด ไม่เอื้อกับการทำเลนจักรยาน
ประการที่สอง เส้นทางที่ออกจะคดเคี้ยว ผิวเผินก็ดูสวยแต่ล้มเหลวในแง่ประโยชน์ใช้งาน เพราะอย่าว่าแต่จะเป็นเลนจักรยาน แค่ทำเป็นเลนให้คนวิ่งก็ยังดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก ด้วยสภาพที่บางช่วงคดเคี้ยวหลบเลี่ยงต้นไม้ ดังจะเห็นว่าหลังก่อสร้างมาได้สักพักแทบไม่มีใครใช้ประโยชน์
ประการที่สาม การบั่นทอนพื้นที่ต้นไม้ สนามหญ้า เพื่อทำเป็นเลนจักรยานที่ไม่มีใครอยากได้ ย่อมทำให้บรรยากาศในภาพรวมขาดความร่มรื่น อย่างที่เคยเป็น
ประการที่สี่ สำหรับคนที่นิยมชมชอบการปั่นจักรยานยังมีพื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จนถึงถนนอู่ทองที่เปิดให้บริการในช่วงเย็นจนถึงค่ำอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณเพิ่มเติม
ยิ่งสุดท้ายแล้วนี่เป็นต้นตอการทำลายต้นไม้สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหาในระยะยาว พิจารณาอย่างรอบด้านโครงการนี้จึงน่าจะล้มเหลวเกือบทุกมิติ
ชวนให้นึกถึงอีกหลายโครงการไร้ประโยชน์ในบ้านนี้เมืองนี้ ที่เกิดขึ้นแบบไร้ประโยชน์เพียงเพราะต้องการค่าหัวคิว ค่านายหน้า เงินทอน ที่แปรไปเข้ากระเป๋าใครต่อใคร
หากมองโลกในแง่ดี โครงการนี้อาจมีจุดเริ่มต้นจากเจตนาดี ทว่าเส้นทางและผลลัพธ์ที่ได้อาจออกมาได้ไม่คุ้มเสีย แต่นั่นก็อาจสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในกลไกการบริหารที่เป็นอยู่
ยังไม่รวมกับการเข้าถึงข้อมูลของประชากร หรือไม่ต้องหวังไปไกลถึงช่องทางที่เปิดกว้างเข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดความเห็นของคนในพื้นที่ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
หากไม่ได้รับการแก้ไข นี่อาจไม่ใช่โศกนาฏกรรมครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้น







