
ถอดบทเรียน'เบร็กซิต' รวมกลุ่มยุคใหม่ต้องให้มากกว่าเดิม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในช่วงบ่ายวันนี้ตามเวลาในไทย ทั่วโลกก็น่าจะได้รับทราบผลการลงประชามติ วันที่ 23 มิ.ย. ของอังกฤษอย่างเป็นทางการออกมาแล้วว่า ตัดสินใจอยู่หรือไปจากสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งแม้จะเป็นการลงประชามติที่ไม่มีการทำเอ็กซิตโพลออกมา แต่หลายฝ่ายยังคงเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ชาวสหราชอาณาจักรและประเทศเครือจักรภพ จะเลือก "อยู่" มากกว่าไป
เพราะชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่อยากเสี่ยงต่ออนาคตใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะไม่มีใครสามารถระบุชี้ชัดได้ว่าอนาคตที่ไร้อียูจะดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิมแล้ว กระแสจากภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนทั่วโลก ยังช่วยกันโหมกระพือความกังวลได้เป็นอย่างดี และยังต้องไม่ลืมประเด็นการเสียชีวิตของ โจ ค็อกซ์ สส.หญิงพรรคแรงงาน ที่ทำให้จุดความกังวลต่อฝ่ายขวาจัดในประเทศขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม แม้ที่สุดแล้วการลงประชามติของอังกฤษครั้งที่ 2 อาจต้องล้มเหลวลงอีกครั้ง โดยที่ไม่ได้สร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนโลกอย่างที่วิตกกันไปก่อนหน้านี้ ทว่าก็ถือเป็นการให้บทเรียนที่ดีอีกครั้ง โดยเฉพาะต่อรูปแบบการรวมกลุ่มประชาคมทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในยุคใหม่ที่เป็นโมเดลเอาอย่างเหมือนกันทั้งโลก ตามแนวทางแบบฉบับของอียู
อียูอาจเป็นโมเดลที่พิสูจน์บทสำเร็จมานานนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1993 ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (อีอีซี) ในปี 1958 ที่ขยายความครอบคลุมมากขึ้นไปยังด้านสังคมและการเมือง และมาถึงจุดพีกของความสำเร็จกับการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจยูโรโซนในปี 1998 ที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน พร้อมอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
โมเดลรูปแบบนี้กลายมาเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มของประชาคมอาเซียน (อาเซียน คอมมูนิตี้) ไปจนถึงการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของแอฟริกาตามมา โดยแม้จะไม่มีการพูดถึงสกุลเงินร่วมที่เป็นไปได้ยาก แต่ในภาพรวมแล้วก็ถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากยุโรปเกือบทั้งหมด
ทว่า การที่ยุโรปเดินทางมาถึงจุดวิกฤตหลายต่อหลายครั้งตลอดช่วง 10 ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะของ 5 ชาติยุโรปตอนใต้ (PIIGS) ในช่วงราวปี 2011 มาจนถึงการลงประชามติของอังกฤษในปี 2016 ซึ่งยังเป็นประชามติครั้งที่ 2 ในรอบ 40 ปี อาจสะท้อนบทเรียนชั้นดีให้เห็นว่า การรวมกลุ่มประชาคมในยุคหลังมานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สามารถดึงดูดได้บนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมาเสมอไปอีกแล้ว เพราะเต็มไปด้วยประเด็นความท้าทายใหม่ๆ ไปจนถึงปัญหาเดิมๆ ที่พร้อมทำให้ประชาคมต้องร้าวฉานและเสี่ยงต่อการแตกสลายในอนาคต
เพราะในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น ยุโรปยังไม่เคยเผชิญกับคลื่นผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่เป็นผลมาจากสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผู้อพยพที่เป็นชาวมุสลิมซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านศาสนา วัฒนธรรม ไปจนถึงทัศนคติ ความคิด และความเชื่อ การอพยพเข้ามาในยุโรปในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาที่ไม่สามารถรองรับได้ดีพอ
อีกทั้งในช่วง 10 ปีมานี้ กลุ่มประเทศตะวันตกยังเผชิญปัญหาการก่อการร้ายรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่รูปแบบของคนนอกเข้ามาโจมตีเหมือนเหตุการณ์ 9/11 แต่เป็นฝีมือจากคนในที่ส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพรุ่นแรกหรือรุ่น 2 โดยมีทั้งการออกไปฝึกซ้อมรบในตะวันออกกลางแล้วกลับเข้ามาในประเทศ ไปจนถึงกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลความรุนแรงจากหน้าจอทางอินเทอร์เน็ต จนกลายเป็นกระแสความไม่ไว้วางใจในผู้อพยพมากขึ้น จากเดิมที่มีปัญหาเรื่องงบประมาณในการดูแล และการแย่งงานทำในประเทศอยู่แล้ว
ลูโบเมีย ซาโอราเล็ก รัฐมนตรีต่างประเทศของเช็ก เคยออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรับผู้อพยพมุสลิมของอียูอย่างรุนแรงมาแล้ว ว่าเป็นหนึ่งในความล้มเหลวของการรวมกลุ่มอียู เนื่องจากผู้อพยพมุสลิมที่เข้ามาเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกันนี้ ไม่สามารถปรับตัวให้เป็นเนื้อเดียวกับคนในชาติได้ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาเพิ่มเติม
ในปี 2015 ที่ผ่านมา ยุโรปต้องแบกรับผู้อพยพมากถึง 3.82 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นผู้อพยพที่ไม่ได้มาจากกลุ่ม 28 ประเทศอียูถึง 1.88 แสนคน โดยส่วนใหญ่เป็นพวกลี้ภัยความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในประเทศ เช่น ซีเรีย และตุรกี
แม้ปัจจุบันผู้อพยพกลุ่มนี้มักจะมีเยอรมนีเป็นผู้แบกรับไว้เองเป็นส่วนใหญ่ ทว่าภายใต้นโยบายร่วมของอียูที่มีเยอรมนีเป็นเสียงที่มีอิทธิพลสำคัญในฐานะประเทศเขตเศรษฐกิจอันดับ 1 ในยุโรปนั้น มีทิศทางที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศสมาชิกอียูจำเป็นต้องยอมรับโควตาผู้อพยพมากขึ้นในอนาคต ทั้งคนสัญชาติยุโรปเองไปจนถึงคนนอกกลุ่ม
นอกจากปัญหาของผู้อพยพในยุคใหม่ที่ต่างไปจากสมัยเดิมที่ยังมีจำนวนจำกัด และเป็นกลุ่มที่พร้อมจะปรับตัวให้เข้ากับประเทศใหม่มากกว่าแล้ว ปัญหาเดิมๆ ที่สามารถจุดขึ้นมาได้เสมออย่างแนวคิด "ชาตินิยม" ก็ยังเป็นเรื่องที่สามารถจุดชนวนความแตกแยกขึ้นมาได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอังกฤษ ที่ยังรู้สึกว่าถูกอียูหยามความยิ่งใหญ่ในอดีตของตนเองเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศตั้งแต่สหรัฐจนถึงเอเชีย
กลุ่มประเทศในอาเซียนเองก็เคยมีปัญหาเรื่องชาตินิยมกระทบกระทั่งกันมานักต่อนักแล้ว เช่น กรณีระหว่างไทยและกัมพูชา เช่นเดียวกับฝั่งของจีนและญี่ปุ่นที่มีปัญหากระทบกระทั่งในทำนองคล้ายกันจนมีการประท้วงบุกเผาโรงงานของญี่ปุ่นในจีนมาแล้ว ทั้งที่มีความเกี่ยวเนื่องด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกันอยู่มหาศาลก็ตาม
ปัญหาเรื่องชาตินิยมนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่สามารถแก้ได้ง่าย และสามารถจุดติดขึ้นใหม่ได้เสมอ การแก้ปัญหาในการรวมกลุ่มประชาคมจึงต้องทำให้แต่ละประเทศสามารถมองเห็น "อนาคต" ของการอยู่ร่วมกันได้มากกว่าย้อนกลับไปมอง "อดีต" โดยต้องทำให้รู้สึกคุ้มค่าต่อการอยู่มากกว่าไป เหมือนกับที่อียูพยายามดำเนินการมาตลอดภายใต้ตลาดร่วมยุโรป ที่ช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจและอำนวยความสะดวกในการค้าขายภายในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญมากประการหนึ่งที่ช่วยรั้งให้คนอังกฤษยังอยากที่จะอยู่กับอียูต่อไป
แน่นอนว่ากลุ่มประเทศอย่างอาเซียนเอง อาจไม่มีใครเลียนแบบอังกฤษให้เห็นในเร็วๆ นี้ หรือใน 10 ปีนี้ เพราะการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะในกรอบอาเซียน 10 ประเทศ หรือกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (ซีแอลเอ็มวีที) ต่างเอื้อประโยชน์ให้ได้รับการการค้าและการลงทุนจากการเกาะกลุ่มโลจิสติกส์ไปด้วยกันได้มากกว่าการเล่นเดี่ยว
ทว่า อย่างน้อยที่สุดอาเซียนก็ควรต้องศึกษาบทเรียนปัญหาต่างๆ จากอียู เพื่อรับมือความขัดแย้งภายในที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในอนาคตที่ปัญหาด้านความมั่นคงอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น และหลายตลาดมีการพัฒนามากขึ้นแล้ว แต่ประชาชนคนชั้นกลางในประเทศไม่สามารถรับรู้ถึงประโยชน์ของการรวมเป็นหนึ่งเดียวได้มากพอ แม้จะไม่ต้องการลงมติแยกออกจากกัน แต่ก็อาจจะไม่รู้สึกถึงความจำเป็นอันใดเลยที่ต้องอยู่ร่วมกัน และทำให้การรวมตัวเป็นประชาคม เป็นเพียงประชาคมของรัฐบาลและผู้นำภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น







