
รัฐต้องทบทวนกลยุทธ์ กระตุ้นเอกชนลงทุน
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย ที่บลูมเบิร์กรายงานว่า ประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดดีที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างเกาหลีใต้ จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 10.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกปีนี้
การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดดังกล่าว จะส่งผลดีต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยให้เข้มแข็งขึ้น โดยตัวเลข ณ วันที่ 10 มิ.ย. 2559 ทุนสำรองฯ ของไทยอยู่ที่ 178.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากสัปดาห์ก่อนหน้า ช่วยให้ไทยรับมือกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดโลกที่ผันผวนมากในขณะนี้ได้อย่างดี
แต่การเกินดุลดังกล่าวกลับไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่ได้เกินดุลจากการที่ไทยส่งออกจนมีมูลค่ามากกว่าการนำเข้า แต่เป็นการเกินดุล เพราะมูลค่าการนำเข้าลดลงมาก และมากกว่าการส่งออก ทั้งที่ไทยก็ส่งออกไม่ได้เพิ่มขึ้น
สาเหตุที่มูลค่านำเข้าลดลง ก็มาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงกว่า 50% ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา แต่ก็มีสาเหตุสำคัญอีกประการ คือ การลดลงของการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร ซึ่งสะท้อนว่า การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยายตัว หรือลดลงด้วย ทำให้ วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีคลัง เทียบภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ว่า มีลักษณะเป็นรูปตัว L คือเศรษฐกิจพ้นจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังไม่ฟื้นตัว และหางตัว L ที่ทอดยาวไป วีรพงษ์ คาดว่าจะยาวนานไปอีก 3 ปี ถ้าเป็นจริง คนฐานราก และมนุษย์เงินเดือนจะเดือดร้อนมากที่สุด เพราะรายได้จะหดหายไป
อย่างไรก็ตาม รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เพียงแต่ยังคงไม่คาดคิดว่า ปลายหางของรูปตัว L จะยาวนานขนาดนั้น ก่อนหน้านี้จึงได้เร่งระดมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมออกมา
แต่เนื่องจากการลงทุนภาครัฐนั้น คิดเป็นมูลค่าเพียง 5% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะชดเชยมูลค่าที่หดหายไปจากการส่งออกที่มีถึงประมาณ 60% ของจีดีพี ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นรัฐบาล โดยเฉพาะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเรียกร้องให้ภาคเอกชนที่เก็บเงินสดไว้มากมาย หันมาลงทุนเพื่อรับไม้ในการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจต่อจากรัฐบาลที่นำหน้าไปก่อนแล้ว
โดยก่อนหน้านี้ได้ออกมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมายทั้งเพื่อจูงใจ และทั้งผลักดันให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศขยับขยายการลงทุนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลักดันให้เอกชนขยับเรื่องการลงทุน หรือกระตุ้นให้เอกชนไทย หรือนักลงทุนต่างประเทศรีบฉกฉวยจังหวะนี้เข้ามาลงทุนในไทย หรืออย่างน้อยก็มีผลทางจิตวิทยาให้เกิดการผลิต หรือขยายการผลิตบ้าง เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยกลับพบว่า การลงทุนโดยตรงจากผู้ลงทุนต่างประเทศ หรือ FDI ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มีเพียง 524 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนเกือบ 100% โดยช่วงเดียวกันปีก่อนมีประมาณ 6,685 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านบริการ แตกต่างจากที่ผ่านมาจะเป็นการลงทุนภาคอุตสาหกรรม
หรือดูตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ว่า ตั้งแต่ปี 2557-2558 บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้วราว 1.63 ล้านล้านบาท มหาศาลทีเดียว แต่ส่วนใหญ่ คือ ราว 99% หรือ 1.5 ล้านล้านบาท ยังไม่มีการลงทุนจริง โดยเป็นการสำรวจประเมินโครงการช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค. 2559)
แรงจูงใจมากมายขนาดนั้น แต่การลงทุนภาคเอกชนขยับเพียงเล็กน้อยไม่สอดคล้องกัน แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติบางอย่างในประเทศไทย แน่นอนว่า ปัญหากำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศเป็นปัจจัยหลัก เพราะแม้แต่สหรัฐ ล่าสุดยังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จาก 2.2% เหลือ 2%
แต่ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอาจจะไม่ใช่ตัวตัดสินการลงทุนในไทยอีกต่อไปแล้ว มีรายงาน 2 ชิ้น จาก 2 หน่วยงาน คือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ระบุชัดเจนว่า นักลงทุนไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ภาษีในการตัดสินใจลงทุนในไทย
สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สัมภาษณ์เชิงลึกเอกชน 24 หน่วยงาน พบว่า ภาคเอกชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการภาษีที่รัฐบาลออกมามากมายทั้งซูเปอร์คลัสเตอร์ หรือ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่สนใจให้รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะคมนาคมเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง สนใจให้รัฐยกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพแรงงาน ซึ่งภาคเอกชนเป็นห่วงมาก และสนใจการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ซึ่งเรายังไม่เห็นการขยับ 2-3 เรื่องนี้จากภาครัฐอย่างเป็นระบบ
ขณะที่ อีไอซี ที่ตั้งคำถามถึงความสามารถของนโยบายการคลังในการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน เพราะปี 2558 การลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 30% แต่การลงทุนภาคเอกชนกลับหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สวนทางกัน อีไอซีจึงเสนอให้รัฐมุ่งลงทุนโครงการที่มีแรงดึงดูดสูงต่อการลงทุนภาคเอกชน แทนการลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่อาจแย่งชิงทรัพยากรโครงการขนาดใหญ่และสร้างภาระการคลังได้
ประมวลภาพจากทั้งหมดนี้แล้ว ประเทศไทยน่าจะต้องมีการทบทวนเรื่องกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนใหม่ เพราะหากไม่ทบทวน ยังคงใช้แรงจูงใจเดิมๆ กับการลงทุนแบบเดิมๆ เราอาจจะไม่พ้นหล่มรูปตัว L ในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างที่ วีรพงษ์รามางกูร ทำนายไว้ก็ได้







