posttoday

ความสำนึกที่แตกต่าง

23 มิถุนายน 2559

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

ทีแรกตั้งใจจะเขียนถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า “รู้แล้วจะหนาว” ก็ต้องตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องที่เขียนอย่างฉับพลัน และคิดว่าไม่เขียนไม่ได้ เกี่ยวกับเด็กไทยสองคนที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่าง ที่เป็นตัวอย่างทั้งด้านบวกและลบ โดยเฉพาะเด็กคนหนึ่งในต่างจังหวัดที่มีความรู้น้อยกว่า แต่กลับมีจิตสำนึกถึงความเป็นชาติได้สูงกว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังต้องการความสำนึกในความเป็นชาติ ความภูมิใจในชาติ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของชาติ คุณธรรม จริยธรรมที่กำลังเลือนหายไปในสังคมไทยที่กำลังถูกครอบงำด้วยกระแสของทุนนิยมกอบโกยไร้คุณธรรม

เด็กเมืองหลวงคนหนึ่งอยู่ในวัยหนุ่ม เพิ่งสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ในปีการศึกษานี้ มีประวัติการเรียนว่าดีเด่น ใครได้เห็นครั้งแรกคงยอมรับว่า นอกจากจะหล่อแล้ว แค่มองหน้าก็เดาได้ว่าเป็นเด็ก “ไบรต์” หรือเป็นเด็กฉลาด ซึ่งเป็นการเดาที่ไม่ผิดเลย เขาไม่เพียงมีชื่อเสียงในด้านการเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในแวดวงนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ความคิดทางการเมืองและสังคมของเขานับว่า “ก้าวหน้า” หรือล้ำหน้ากว่าเด็กในรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ๆ ด้วยซ้ำ เขาอาจมองว่าสังคมไทย “ล้าหลัง” สำหรับเขาไปเสียแล้ว ประเทศไทยมี “มาตรฐานต่ำ” สำหรับเขา ซึ่งอาจตีความได้ว่า เขาไม่เหมาะที่จะเกิดมาและอยู่ในสังคมเช่นนี้ การกระทำและคำพูด การแสดงออกของเขาอาจดู “ก้าวร้าว” ไปบ้างสำหรับสังคมไทย แต่ก็พออภัยกันได้

เขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังแสวงหา “เสรีภาพ” ในการแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ตนคิดและตนเห็น เขาต้องการ “เสรีภาพทางวิชาการ” และไม่ต้องการทำตาม “กรอบ” ของผู้ใหญ่หรือกรอบในตำรา ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องผิด เพราะการมีความคิดใหม่ๆ ที่ถูกต้องทางวิชาการนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่บางทีก็ล้ำหน้าเกินไป เช่น ปฏิเสธการเคารพธงชาติและพิธีกรรมหน้าเสาธงในตอนเช้าก่อนเข้าเรียน และรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งเมื่อได้ยินเพลงชาติ เพราะเนื้อเพลง “พ้นยุค ล้าสมัย เป็นกลไกแห่งอำนาจนิยม” ครั้งหนึ่ง เขาเคยเสนอให้ยกเลิกการร้องเพลงชาติ  

เราไม่เข้าใจว่า เนื้อเพลงชาติไทยพ้นยุค ล้าสมัย เป็นกลไกแห่งอำนาจนิยมตรงไหน เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงชาติไทย  ก็ยังเห็นว่า เป็นเนื้อเพลงที่มีความหมายอย่างยิ่งคนแต่งเพลงนี้ทำให้เพลงชาติไทยมีความทันสมัยตลอดมาจนถึงปัจจุบันและเชื่อว่าจะทันสมัยต่อไปในอนาคต เป็นคนที่ย่อความได้เก่งที่สุด ใส่ทุกอย่างที่ต้องการจะพูดและสื่อด้วยประโยคสั้นๆ และในท่วงทำนองที่คนต่างประเทศเคยพูดว่าเป็นทำนองเพลงชาติที่เพราะมากเพลงหนึ่ง หากคนไทยที่ร้องเพลงชาติไทยตามกันมานำแต่ละคำพูด แต่ละประโยคมาวิเคราะห์พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะรู้สึกซาบซึ้งกับความไพเราะของเพลงชาติไทย ที่บอกอุดมการณ์ของชาติไทยได้ 

ลองถามคนไทยทุกคนที่ท่านเดินผ่านก็ได้ว่า ฟังเพลงชาติไทยแล้วรู้สึกคลื่นไส้เหมือนเด็กหนุ่มคนนี้หรือไม่อย่างไร ครั้งหนึ่งชาวต่างชาติเคยเล่าให้ฟังว่า เขาแปลกใจมากที่เวลาเชิญธงขึ้นและลงเวลาเช้าและเย็น เขาประหลาดใจมากที่เห็นคนไทยหยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง ยืนตรงจนกระทั่งเพลงชาติจบ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นคนในประเทศไหนทำอย่างนี้เลย คนไทยทำอย่างพร้อมเพรียงกันและไม่มีใครบังคับ สะท้อนให้เห็นว่า เพลงชาติไทย เป็นสิ่งที่รวมจิตวิญญานของคนไทยไม่ว่าเชื้อชาติใด ภาษา ศาสนาใด เข้าไว้ด้วยกันได้ 

แม้จะไม่พูด แต่เดาว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงไม่ยี่หระกับธงชาติไทย และคงให้ความสำคัญแค่ผ้าสี่เหลี่ยมหลากสีผืนหนึ่ง ที่ฝรั่งเคยเอาธงชาติของตัวเองไปตัดทำเสื้อกางเกงใส่ แต่ก็แปลกเหมือนกันที่ไม่ว่าคนชาติใดภาษาใดจะไม่ยอมให้คนต่างชาติเผาธงชาติของตนเป็นอันขาด ทั้งที่เป็นเพียงผ้าผืนหนึ่งหลากสี หากใครเผาธงชาติอาจถึงขั้นทำสงครามกันได้ นี่แสดงว่า ผ้าหลากสีผืนนี้เต็มไปด้วยจิตวิญญานของชาติที่จะให้ใครมาเหยียบย่ำดูหมิ่นไม่ได้ ใครเอาเพลงชาติไปดัดแปลงทำให้ดูตลก รับรองว่าเป็นเรื่อง ทุกชาติทุกภาษาเป็นแบบนี้คล้ายๆ กัน

วันนี้ เราเห็นเด็กฉลาดแบบเด็กหนุ่มคนนี้มากมาย มีทั้งเด็กที่ทั้ง “ฉลาดเฉลียว” และเด็กที่ “ฉลาดแต่ไม่เฉลียว”

เมื่อสองสามวันนี้ มีการแชร์ภาพในเฟซบุ๊กและสื่อออนไลน์กันอย่างมากถึงเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมคนหนึ่ง ทราบเชื่อภายหลังว่า ด.ช.ประทีป ช่วงชู อายุ 12 ปี กำลังศึกษาที่โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ต.บ้านอิฐ อ.เมือง จ.อ่างทอง เดินเก็บธงชาติพร้อมเสาไม้ที่หักโค่นลงมากระจายเกลื่อนถนนเพราะพายุฝนจากป้ายโรงเรียน ปลิวตกบนพื้นถนน ท่ามกลางสายฝนและพายุกระหน่ำ โดยที่รถยนต์หลายคันขับผ่านไปทับธงชาติอย่างไม่สนใจไยดี เด็กคนนี้ได้รับการสรรเสริญและชื่นชมอย่างมากจากคนในสื่อออนไลน์ที่ทราบข่าวนี้ เพียงไม่กี่ชั่วโมง มีคนเข้ามาดูภาพถึงแสนคนและแชร์กันสนั่นไปเลย รุ่นพี่ชั้น ม.4 ซึ่งโพสต์ภาพนี้เป็นคนแรก บรรยายความรู้สึกว่า “นับถือใจเด็กคนนี้จริงๆ ครับ วันนี้ที่โรงเรียนฝนตกหนักมากจนธงที่ปักอยู่ข้างบนป้ายหักลงมาจำนวนมาก เวลาผ่านไปนานรถหลายๆ คนก็ขับผ่านไปมา เหยียบธงชาติไทยกลางสายฝน จนกระทั่งมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเก็บธง แสดงให้เห็นถึงความรัก ความเคารพต่อประเทศไทย” 

เด็กนักเรียนชายคนนี้เป็นเพียงเด็กชั้นมัธยมต้นของโรงเรียนต่างจังหวัด การเรียนคงไม่เก่งเท่ากับเด็กหนุ่มเมืองกรุงข้างต้น อะไรทุกอย่างคงสู้กันไม่ได้ แต่ที่เด็กนักเรียนชายคนนี้มีมากและมีเหนือกว่าเด็กหนุ่มคือ “จิตสำนึก” ของความเป็นชาติ จิตสำนึกของความเป็นไทย เขาไม่เคยบ่นเรื่องร้องเพลงชาติไทยทุกเช้าและคงไม่รู้สึกคลื่นไส้เมื่อได้ฟังเพลงชาติ หรือให้ยกเลิกการร้องเพลงและชักธงขึ้นเสาก่อนเรียนเหมือนเด็กเก่งเมืองกรุง เด็กคนนี้เล่าให้ผู้เขียนข่าวฟังว่า คุณครูเคยสอนตลอดมาว่า “ธงชาติเป็นของสูง ไม่ควรอยู่ที่ต่ำ เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แสดงว่าครูสอนมาดี

เขาอาจจะด้อยกว่าเด็กเก่งในเมืองหลวง แต่ที่เขา “หล่อ” มากๆ ในสายตาของชาวสื่อโซเชียล รวมทั้งคนไทยทั่วไป คือ ความสำนึกในความเป็นชาติ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขากลับเป็นสิ่งที่ “ยิ่งใหญ่” มากในสายตาของคนไทย แต่ความเก่งของเด็กหนุ่มคนแรกดูจะเป็นอะไรที่ “ต่ำต้อย” เหลือเกินสำหรับคนไทยผู้รักชาติทั้งหลาย เมื่อเทียบกับ ด.ช.ประทีป ช่วงชู

และยิ่งเทียบไม่ได้กับ “วินทร์ เลียววาริณ” ที่ผู้เขียนได้เขียนถึงในสัปดาห์ก่อน ดูเหมือนว่า เด็กหนุ่มเมืองกรุงที่เขียนถึงข้างต้นน่าจะมีความเป็นมาทางครอบครัวคล้ายกัน ในขณะที่คนหนึ่งถูกครอบงำด้วยมิจฉาทิฐิ กำลัง “แทะทำลาย” แผ่นดินเกิดของตนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน อีกคนต่างจังหวัดคนหนึ่งกำลังทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทดแทนบุญคุณของแผ่นดินนี้ที่ให้กำเนิด ให้ข้าวทุกเมล็ด น้ำทุกหยด แก่เขาและครอบครัว ถ้าทำอะไรไม่ได้มากก็เพียงแค่ไม่ทำร้ายแผ่นดินนี้ สมมติว่า หากเด็กหนุ่มเมืองกรุงคนนั้นกับ ด.ช.ประทีป เข้าสู่วงการการเมืองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพความสำนึกคิดในปัจจุบัน ท่านจะเลือกใคร

ข่าวล่าสุด

คตร. จี้โรงกลั่นคืนกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน ชงครม. 6 เม.ย.นี้