คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น
กลายเป็นศึกชิงความได้เปรียบระหว่างคสช.-นปช.ที่ต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหาสหประชาชาติ ด้วยเหตุผลของตัวเอง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นศึกชิงความได้เปรียบระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วยเหตุผลของตัวเอง
ด้านหนึ่ง นปช. ยกทีม นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ ธิดา ถาวรเศรษฐ์, นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมคณะ บุกยูเอ็นเพื่อร้องเรียนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ภายหลังถูกปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ
“เราตั้งใจมาบอกทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ว่าบรรยากาศการทำประชามติของไทยไม่เหมือนที่ไหนในโลก เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพ ความพยายามในการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตีค่าเป็นเพียงขบวนการนอกกฎหมาย เราจึงมาร้องทุกข์กับองค์กรที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน ถ้าเราถูกดำเนินคดีจะต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด” เลขาธิการ นปช. ระบุ
ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ย่อมเป็นเรื่องยากที่ นปช. จะใช้พลังมวลชนไปเคลื่อนไหวกดดัน หรือต่อกรกับ คสช.ได้ การดึงองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นพวกย่อมทำให้การเคลื่อนไหวนับจากนี้ถูกสกัดหรือควบคุมน้อยลง ยิ่งหากเป็นการเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี
การขยับของ นปช.รอบนี้เป็นการขยายผลจากการถูกบีบให้ปิดศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แล้วในแต่ละจังหวัดนั้น 47 จังหวัด สามารถเปิดได้ และ 29 จังหวัดไม่สามารถเปิดได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณไฟเขียวให้ทำได้
พร้อมกับหยิบยกวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” มาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และรุกต่อไปยังประเด็นให้หยุดคุกคามประชาชน โดยเฉพาะภายหลังมีประชาชนใส่เสื้อสีดำปราบโกงเหมือน นปช.ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรียกตัวในลักษณะข่มขู่คุกคาม
ถือเป็นการยืมมือองค์กรระหว่างประเทศร่วมเข้ามาเป็นหูเป็นตาร่วมสอดส่องบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หวังว่าจะสามารถ “ดักคอ” ป้องกันไม่ให้ คสช. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือคุกคามการเคลื่อนไหวของ นปช. และเครือข่ายที่เชื่อว่าคงจะรุกหนักต่อไปในช่วงใกล้ประชามติ
เริ่มตั้งแต่การกระทุ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดผังรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-6 ส.ค. รวม 13 วัน แต่ไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่เห็นต่างได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ถึงขั้นระบุว่าเป็นแผนการหาเสียงและวางกลยุทธ์ทางการเมืองอย่างแยบคาย
อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกหูต่อสายตรงถึงบันคีมุน เลขาธิการยูเอ็น ถึงสถานการณ์บ้านเมืองไปจนถึงการเตรียมการต่างๆ รวมทั้งระยะเวลาในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ และการเข้าสู่การเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้
รวมทั้งระบุถึงการเคลื่อนไหวของคนที่ไม่หวังดี ซึ่งทางเลขาฯ ยูเอ็นก็รับทราบทั้งหมดแล้ว การอธิบายครั้งนี้จึงเป็นการกระชับสัมพันธ์และชิงจังหวะชี้แจงป้องกันความเข้าใจต่างๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน ก่อนมีซ้ำอีกดอกด้วยแผนที่จะส่งคนไปพูดคุยกับบันคีมุนเร็วๆ นี้
นี่ถือเป็นการแก้ลำการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้อธิบายต่อบันคีมุนว่ายังมีการเคลื่อนไหวลักษณะนี้อยู่ ซึ่งได้เล่ารายละเอียดต่างๆ โดยบันคีมุนมีความเป็นห่วงเรื่องเดียวคือเรื่องการให้แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้อธิบายไปว่ามีการแสดงความคิดเห็นได้
ถึงจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือแต่ก็เป็นเพียงแค่ในประเทศ คสช. เองเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ดี และไม่ต้องการให้ปัญหาภายในนำไปสู่การเข้ามาแทรงแซงหรือกดดันจากนานาชาติ เพราะรู้สถานะของตัวเองดีว่ามาจากการรัฐประหารที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลกอยู่แล้ว
การรีบยกหูหาบันคีมุนรอบนี้ ย่อมช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติที่จับจ้องการปิดกั้นการแสดงออกในช่วงใกล้วันออกเสียงประชามติ อีกทั้งเป็นการตรึงไม่ให้องค์กรนานาชาติเข้ากดดันการดำเนินการภายในประเทศตราบใดที่ประเทศยังเดินหน้าไปตามโรดแมปที่ประกาศไว้
ที่สำคัญการออกโรงชี้แจงต่อยูเอ็นยังช่วยทำให้นานาชาติเข้าใจและมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การค้าขาย การลงทุน และความร่วมมือที่จะมีขึ้นในช่วงนี้ไม่กระทบหรือสะดุดจนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม
ท่าทีของทั้ง นปช.และ คสช. ล้วนสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างมองข้ามประเด็นเรื่อง “ชักศึกเข้าบ้าน” และพร้อมชิงจังหวะเพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนไหวของตัวเองภายใต้การจับจ้องของเวทีโลก


