posttoday
ภาษีเครื่องดื่มรสหวาน

ภาษีเครื่องดื่มรสหวาน

21 มิถุนายน 2559

โดย...รุจิระ บุนนาค

โดย...รุจิระ บุนนาค

ในชีวิตประจำวันนอกจากคนส่วนใหญ่จะบริโภคน้ำเปล่าแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอีกหลายชนิดหลายยี่ห้อที่นิยมบริโภคกัน เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ชาเขียว นมเปรี้ยว น้ำผลไม้ ฯลฯ สินค้าเหล่านี้วางขายตามท้องตลาดทั่วไปและร้านสะดวกซื้อ มีส่วนผสมของน้ำตาล 9-19 กรัม/100 มิลลิลิตร ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานที่ควรจะอยู่ในอัตรา 6 กรัม/100 มิลลิลิตร และควรบริโภควันละไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม หากเกินกว่านี้องค์การอนามัยโลก ระบุว่า อาจสะสมในร่างกายเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ การบริโภคของคนไทยที่ติดน้ำอัดลมหรือน้ำชาที่ใส่น้ำตาล แม้ดื่มเพียงขวดเดียวก็เกินกว่า 24 กรัม สำหรับบางคนในหนึ่งวันจะดื่มมากกว่า 1 ขวด ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคมากกว่าคนที่ไม่ดื่ม

เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ โดยมีสาระสำคัญ คือ เสนอให้จัดเก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาล คือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร ทุกชนิด จัดเก็บภาษีสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของราคาขายปลีก และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร ทุกชนิดจัดเก็บภาษีสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของราคาขายปลีก เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ซึ่งแผนการจัดเก็บภาษีจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีว่าจะทำตามข้อเสนอของ สปท.หรือไม่

เหตุผลที่ สปท.เสนอให้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาล เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคลดการดื่มเครื่องดื่มประเภทที่มีปริมาณน้ำตาลมากเกินไปทุกชนิด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน ปัจจุบันได้มีรายงานทางการแพทย์พบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคเบาหวานในประเทศไทยแล้ว การที่ประชากรมีสุขภาพไม่ดีเป็นการสร้างภาระให้กับประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจากโรคเหล่านี้เกือบ 3 หมื่นล้านบาท

ในอดีต กระทรวงการคลังเคยมีแผนจัดเก็บภาษีนี้เช่นกัน แต่โดนคัดค้านจากผู้ประกอบการและกลุ่มนายทุน ซึ่งมีผลประโยชน์ในธุรกิจนี้ถึง 2 แสนล้านบาท จนต้องล้มเลิกไป อย่างไรก็ดีเมื่อผู้ประกอบการบางรายทราบว่า ทางภาครัฐจะจัดเก็บภาษีได้แสดงความไม่เห็นด้วย โดยเห็นว่าภาครัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะผู้บริโภคยังสามารถหลีกเลี่ยงไปซื้อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลได้ตามร้านค้าเล็กๆ ทั่วไปที่สามารถปรุงได้เอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าเครื่องดื่มสำเร็จรูป หากมีการจัดเก็บภาษีตามที่ สปท.เสนอ และยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน จะทำให้ผู้บริโภคลดน้อยลง ส่วนการเกิดโรคยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีก ไม่ได้เกิดจากการบริโภคน้ำตาลแต่เพียงอย่างเดียว

ตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เครื่องดื่มที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษี หมายถึง สิ่งที่ตามปกติใช้เป็นเครื่องดื่มได้โดยไม่ต้องเจือปนและไม่มีแอลกอฮอล์ โดยจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม บรรจุในภาชนะและผนึกไว้ เช่น น้ำแร่ น้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำพืชผัก และน้ำโซดา เป็นต้น ดังนั้น เครื่องดื่มทั้งหลายที่อยู่ในรูปดื่มได้ทันที หรือพร้อมดื่ม ต้องเสียภาษีเครื่องดื่ม

ส่วนเครื่องดื่มที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต คือ เครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้และพืชผัก เนื่องจากต้องการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ และเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งที่ในความเป็นจริงเครื่องดื่มหลายชนิด ใช้หัวเชื้อ หรือผงสำเร็จรูปที่ใช้กระบวนการทางเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตส่วนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพนั้น เครื่องดื่มประเภทนี้เพียงแค่ช่วยลดความกระหายน้ำทำให้สดชื่นขึ้น เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลแต่งกลิ่นด้วยสารเคมี และอาจมีเกลือแร่ หรือส่วนผสมของวิตามินที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อย

เมื่อ สปท.เห็นชอบให้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ น้ำผลไม้และพืชผักที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีซึ่งมีส่วนผสมของน้ำตาลเกินที่กฎหมายกำหนดย่อมถูกเรียกเก็บภาษีด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายเครื่องดื่มเกินกว่า 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ เมื่อมีการตั้งราคาการขายอาจบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งลูกค้าจะเป็นผู้จ่ายภาษีนี้แทน

ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นภาษีเครื่องดื่มรสหวาน คือ ประเทศเม็กซิโก ที่ทำให้ประชากรบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานน้อยลง เพราะมีความรู้สึกว่าเครื่องดื่มมีราคาแพงขึ้น ส่วนประเทศที่ไม่ประสบความสำเร็จคือประเทศฝรั่งเศส เพราะประชากรแม้จะรับรู้ว่าเครื่องดื่มที่มีรสหวานราคาแพงขึ้น แต่ยังบริโภคเหมือนเดิม เพราะความเคยชิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะค่าครองชีพของประเทศฝรั่งเศสสูง แม้เครื่องดื่มรสหวานจะขึ้นราคา แต่ยังรู้สึกว่าราคาไม่แพงอยู่ดี

การที่ภาครัฐให้ความสนใจเครื่องดื่มรสหวานที่มีผลต่อสุขภาพของประชากรนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่แท้จริงแล้วถือว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง เพราะพฤติกรรมการทานอาหารของคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังเสพติดกับการทานอาหารรสหวาน ที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอาหารอร่อย ทั้งที่ความอร่อยไม่ได้อยู่ที่ความหวานแต่เพียงอย่างเดียว การขึ้นภาษีเครื่องดื่มรสหวานจึงเป็นสิ่งที่ดี แต่ทางภาครัฐไม่ควรจะคาดหวังผลและประโยชน์ที่ตามมามากเกินไป เพราะเป็นเพียงแต่การเริ่มต้นการปลูกฝังเรื่องการรักษาสุขภาพให้กับคนไทยเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ