posttoday
ต้นทุนแบงก์เพิ่ม ดันดอกเบี้ยเงินกู้พุ่ง

ต้นทุนแบงก์เพิ่ม ดันดอกเบี้ยเงินกู้พุ่ง

15 มิถุนายน 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ทันทีที่มีธนาคารแห่งหนึ่งประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สำหรับบัญชีที่ไม่มีค่าธรรมเนียม เหลือ 0% ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านจากสังคมทันที จนทำให้ธนาคารต้องกลับไปใช้ดอกเบี้ยอัตราเดิมคือ 0.125% เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมานาน แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ยังคงไม่ลดต่ำลงจาก 6% ทำให้สังคมเกิดคำถามว่า ธนาคารเอาเปรียบสังคมหรือไม่ เพราะรับเงินฝากจากประชาชนไปให้ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) อยู่ที่อัตราเฉลี่ย 6-7%

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ประมาณ 0.5% ฝากประจำ 3 เดือนที่ 1% ฝากประจำ 6 เดือนที่ 1.25% และประจำ 1 ปีที่ 1.5% ซึ่งทำให้เฉลี่ยเงินฝากทุกประเภทแล้วดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 1.10% ต่ำลงมาจาก 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5-2.6%

ทางด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ของแบงก์ต่างๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 7% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) เฉลี่ยอยู่ที่ 8%

ความเข้าใจของคนทั่วไปจะนำดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารประกาศออกมาลบกับตัวเลขส่วนต่างที่ได้นั่นคือกำไรที่เข้าสู่ระบบธนาคารทั้งหมด แต่ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง หากเอาอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันบวกลบกัน ก็จะมีส่วนต่างดอกเบี้ย 4-5%

การที่ไม่สามารถนำเอาดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ลบกันแล้วเป็นรายได้ของธนาคารทันที เพราะธนาคารพาณิชย์มีค่าใช้จ่ายในเงินฝากที่รับมาจากประชาชนซึ่งนับเป็นต้นทุนด้วยเช่นกัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้มี 2 ส่วนคือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามกฎหมายบังคับ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามนโยบายของธนาคาร

ค่าใช้จ่ายในส่วนที่กฎหมายบังคับ สำหรับเงินฝากที่รับมาจากประชาชนคือ ค่าใช้จ่ายกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) 0.46% ของเงินรับฝาก จ่ายค่าประกันเงินฝากเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ส.ค.ฝ.) 0.01% การกันสำรองสินทรัพย์สภาพคล่องตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอัตรา 20% ของเงินฝากทั้งหมด ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปของพันธบัตร เงินสด เป็นต้น สรุปว่าเมื่อรับเงินฝากมา 100 บาท จะต้องกันเงินเก็บไว้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไม่สามารถนำไปปล่อยกู้ได้ทั้ง 100 บาท

ค่าใช้จ่ายทางด้านสินเชื่อ ก็มีเกิดขึ้นเช่นกัน หากเงินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำไปปล่อยกู้ได้ทั้งหมด หากปล่อยสินเชื่อจะต้องสำรองความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อทันที หากเป็นสินเชื่อปกติต้องสำรอง 1% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยไป สินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (ค้างชำระ 1-2 เดือน) กันสำรอง 2% และหากผิดนัดชำระ 3 เดือนขึ้นไป ต้องกันสำรอง 100% หลังหักหลักประกัน ซึ่งเหล่านี้เป็นภาระที่ต้องจ่ายตามเกณฑ์ของ ธปท.ก่อนจะนำเงินฝากไปปล่อยกู้ได้ เพราะถือเป็นการป้องกันเงินฝากของประชาชนอีกด้าน

นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามกฎหมายในอัตรา 8.5% และสำรองหนี้เสียขั้นต่ำ 100% แต่กฎเกณฑ์ของตลาดเงินสากลอย่างเกณฑ์บาเซิล 3 ได้เพิ่มการตั้งสำรอง เปลี่ยนนิยามสินเชื่อ ล้วนทำให้ค่าใช้จ่ายของธนาคารสูงขึ้น

ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ถูกบังคับตามกฎหมาย แต่เป็นต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ทำการ เงินลงทุนพัฒนาด้านไอที การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และด้านอื่นๆ เช่น ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้เพิ่มสูงเกินกว่า 100% ธนาคารบางแห่งตั้งสำรองสูงขึ้นไปถึง 150% ก็มี ธนาคารใดที่มีการตั้งสำรองสูงและเงินกองทุนสูง ย่อมเป็นธนาคารที่มีความแข็งแรง และมีฐานเงินรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงได้ เช่น เกิดหนี้เสียของลูกค้ารายใหญ่โดยไม่คาดคิดมาก่อน เหมือนที่เคยเกิดกับบริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี เมื่อ 1-2 ปีก่อน ทำให้ธนาคารเจ้าหนี้หลายรายต้องนำรายได้จากการดำเนินการไปตั้งสำรองหนี้เพิ่ม

เมื่อพิจารณาจากต้นทุนต่างๆ นานา ของธนาคารพาณิชย์ที่เจอแล้ว ธปท.ระบุว่า กำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับและจ่าย (นิม) ของแบงก์พาณิชย์ในไทยโดยรวมในไตรมาสแรกปี 2559 นี้ ยังทรงตัวอยู่ที่ 2.6% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า หรือข้อมูลเฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมายังอยู่ที่ 2.5-2.6% อยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซียที่ 5.8% ฟิลิปปินส์ 3.3% มาเลเซีย 2.2% สิงคโปร์ 1.7% เป็นต้น

รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยในไตรมาสแรกของปีนี้ เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าของหลายธนาคารลดลง เช่น กสิกรไทยจาก 3.66% เหลือ 3.62% ไทยพาณิชย์ จาก 3.28% เหลือ 3.24% กรุงศรีอยุธยา จาก 3.82% เหลือ 3.81% ทีเอ็มบี จาก 3.08% เหลือ 2.98% ธนชาต จาก 2.72% เหลือ 2.70% เกียรตินาคิน จาก 5.10% เหลือ 4.80% เป็นต้น

แหล่งข่าวจากสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและสภาพคล่องในระบบแบงก์สูง เงินที่รับฝากและต้องจ่ายดอกเบี้ยนั้น อาจไม่ได้นำมาให้กู้ได้ทั้งจำนวน อีกทั้งแบงก์ต้องดำรงสภาพคล่อง เพื่อการเบิกถอน และยังมีความเสี่ยงที่แบงก์จะไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินกู้ หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ระดับนิม ในปัจจุบันของไทยจึงไม่สูงเกินไป แต่ในอนาคตต้องมีการพัฒนาให้แคบลง

ทั้งนี้ หากภาวะเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความต้องการกู้เงินสูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ได้ดีขึ้น อาจมีการกลับมาแข่งขันกันระดมเงินฝากที่จ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นก็เป็นได้ หรือไม่ในอีกแง่หนึ่งผู้ออมเองควรพิจารณาแบ่งเงินออม เพื่อนำไปลงทุนด้านอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้เพิ่มขึ้นด้วยการนำเงินไปฝากไว้ที่แบงก์ หากมองอีกด้านผู้ฝากก็ได้ประโยชน์จากการมีแหล่งเก็บเงินที่ปลอดภัยด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นในต่างประเทศคงไม่ยอมรับดอกเบี้ย 0% หรือกระทั่งจ่ายค่าฝากเงิน

บางคนอาจจะเห็นว่า กำไรส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารในระดับดังกล่าวถือว่าสูงมาก เพราะธนาคารทำกำไรได้ในแต่ละปี สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ทำกำไรได้เป็นหมื่นล้านบาท ธนาคารขนาดเล็กก็ระดับพันล้าน แต่ก็ต้องเข้าไปดูสัดส่วนรายได้ของธนาคารพาณิชย์จะพบว่า ธนาคารพาณิชย์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 20-30% ของรายได้รวม เป็นรายได้จากปล่อยกู้แค่ 70%

นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่ารายได้จากอัตราดอกเบี้ยของธนาคารจะลดลง เพราะธุรกิจธนาคารพาณิชย์เริ่มมีคู่แข่งใหม่ๆ เข้ามา จากการปรับตัวไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมี ก็จะมีการพัฒนาฟินเทค คราวด์ฟันดิ้ง เข้ามาแย่งตลาดไป กดดันให้ธนาคารมีกำไรลดลงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เรื่องการปรับตัวของธุรกิจธนาคารจะถือว่าไม่เกี่ยวกับลูกค้าก็ไม่ได้ เพราะปัญหาของธนาคารไม่ใช่ของลูกค้า หากไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพให้แข่งขันได้ ต้นทุนสูง ก็คิดดอกเบี้ยจากลูกค้าสูงลูกค้าก็จะหนีไปใช้บริการธนาคารที่คิดดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่ลูกค้าที่ทำเช่นนั้นได้คือลูกค้าฐานะดีและมีอำนาจต่อรอง ส่วนลูกค้าที่กิจการไม่ดีก็ต้องยอมรับดอกเบี้ยสูงตามความเสี่ยงต่อไป

ส่วนลูกค้าเงินฝากที่ไม่เคยกู้เงินเลย ก็จะรู้สึกถูกเอาเปรียบตลอดเวลา เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำจนแทบจะฝากเงินแล้วไม่ได้อะไรเลย

ขณะที่ผลตอบแทนจากการฝากเงินที่แท้จริงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ติดลบ 0.68% ทั้งที่เงินเฟ้อต่ำมาต่อเนื่อง ที่สำคัญภาวะเช่นนี้แบงก์ไม่ได้เลือกหารายได้ด้วยการนำเงินไปปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจหรือประชาชนรายย่อยทั่วไปมากเท่าที่ควร กลับนำสภาพคล่องที่ล้นระบบกลับมาให้ ธปท.กู้ ผ่านธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคีของ ธปท.ที่ดูดซับสภาพคล่องในระบบวันละกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยที่แบงก์ก็ได้รับดอกเบี้ยจาก ธปท.แทนที่จะนำไปปล่อยกู้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ฉะนั้นปัญหาส่วนต่างดอกเบี้ยจึงซับซ้อนหลายมิติ กลายเป็นประชาชนต้องรับภาระทั้งหมดไม่ว่าธนาคารจะบริหารดีหรือแย่ และ ธปท.จะดำเนินนโยบายผิดหรือถูก และด้วยกลไกตลาดเสรีไม่อาจมีใครทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ดอกเบี้ยเงินฝากสูงอย่างที่ประชาชนอยากเห็นได้ เพราะเป็นเรื่องฝืนกลไกตลาด ดังนั้น ธปท.ก็จะถูกประชาชนตั้งคำถามต่อไปไม่จบว่า ปล่อยให้ธนาคารขูดรีดดอกเบี้ยจากประชาชน

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย