
สั่งกำกับเงินสหกรณ์แสนล.
“บิ๊กตู่” มอบคลังตั้งหน่วยงานดูแลสหกรณ์หลังแบงก์ชาติรับไม่ไหว กำชับ 3 เดือนต้องได้ข้อสรุป
“บิ๊กตู่” มอบคลังตั้งหน่วยงานดูแลสหกรณ์หลังแบงก์ชาติรับไม่ไหว กำชับ 3 เดือนต้องได้ข้อสรุป
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลักไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการเข้าไปดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่ ธปท. แจ้งว่า ไม่สามารถดูแลสหกรณ์ดังกล่าวได้เพราะมีจำนวนมาก
“นายกฯ สั่งการให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ เพื่อหาข้อยุติว่าจะดูแลหรือยกระดับสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างไร เนื่องจากสหกรณ์มีเงินฝากในระดับเป็นแสนล้านบาท หากล้มหรือมีปัญหาจะกระทบเป็นลูกระนาด ควรต้องมีการเข้าไปดูแลอย่างเป็นระบบ ซึ่งก่อนหน้าเคยมีการพูดถึงการตั้งธนาคารสหกรณ์ ทั้งนี้การหารือนายกฯ กำชับให้ได้ข้อยุติกลับมาเสนอใหม่ภายใน 3 เดือน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ครม.มติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีการนำมาบังคับใช้แทนระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีจำนวนกว่า 130 มาตรา ครอบคลุมการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยให้ประหยัดงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐลงได้หลังจากที่เริ่มทดลองใช้ในปีงบประมาณนี้แล้ว จนถึงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาสามารถประหยัดงบประมาณลงได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท
“ร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่ได้คำนึงถึงแต่การประหยัดงบประมาณเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีคุณภาพโดยใช้หลักการ Price Performances รวมทั้งเน้นการมีส่วนร่วมตรวจสอบของภาคประชาชนและเอกชน โดยมีการนำสัญญาคุณธรรมและการเข้ามาสังเกตการณ์ในคณะกรรมการชุดต่างๆ ของภาคเอกชนได้ นอกจากนั้น ร่าง พ.ร.บ.ยังการกำหนดโทษทางอาญาไว้ในบทลงโทษของกฎหมายฉบับนี้ จากเดิมที่การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างจะใช้กฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” นายวิสุทธิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ขณะนี้ส่วนราชการได้ทำสัญญาผูกพันงบประมาณการลงทุนไปแล้ว 83% ของงบประมาณการลงทุนปี 2559 ทั้งหมด 5.44 แสนล้านบาท เชื่อว่าการเบิกจ่ายในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 87% อย่างแน่นอน แต่จะเกินเป้าหรือไม่ยังต้องพิจารณาการทำสัญญาผูกพันในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าแล้วจะทำให้ปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ส่วนราชการสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามเป้าหมาย ส่วนงบกระตุ้นลงทุนในโครงการต่างๆพบว่าทุกโครงการถือว่าสามารถเบิกจ่ายได้ดี







