
การบูรณาการเมืองไทยสู่การปฏิรูปที่แท้จริง
....วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ
พัฒนาการเมืองไทยเข้าสู่จุดเริ่มต้นโดยการใช้บารมีของคุณหมอประเวศ วะสี และท่านอานันท์ ปันยารชุน ตลอดจนคณะทำงานต่างๆ ของท่าน อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และอาจารย์คณิต ณ นคร กอปรกับสร้างบรรยากาศของรัฐที่มุ่งเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และพยายามสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนให้คณะทำงานอย่างเต็มที่ จึงมีข้อพินิจ ชี้แนะ ที่สำคัญดังต่อไปนี้
1.รัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการที่จะต้องสนับสนุนส่งเสริมกลไกภาคพลเมือง ภาคส่วนราชการต่างๆ และภาคธุรกิจเอกชน ให้ร่วมกันมีจิตสำนึกทางการเมือง ตระหนักและเห็นคุณค่าของการพัฒนาการเมือง
“
โดยการปฏิรูปการเมือง” เน้นกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่อาจจะต้องทบทวน ลงลึกในความสำคัญของ “กระบวนการ” เพื่อให้ได้การเป็นประชาสังคมที่แท้จริง กล่าวคือ การทำประชาสังคมเพื่อระดมความคิดเห็นทางการเมืองต้องคำนึงถึงหลักการสันติวิธี และการมีองค์ความรู้ทางการเมืองอย่างเพียงพอที่สามารถมีการถกแถลง หรือปรึกษาหารือด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรมของทุกฝ่าย ประการต่อมาคือ การที่ทำให้กระบวนการประชาคมเป็นกิจกรรมที่มีความสม่ำเสมอ และควรถือเป็นหน้าที่หลักหรือภารกิจหลักที่พลเมืองไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยต้องเข้าไปแสดงบทบาทและแสดงความเป็นเจ้าของโดยบริบูรณ์ ปราศจากการครอบงำ และที่สำคัญ ต้องมีอุดมการณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างสำเหนียก2.องค์ประกอบของการปฏิรูปการเมือง นอกจากองค์ความรู้ที่เพียงพอแล้ว จำเป็นต้องมี
“การใช้เหตุผล” หรือ การรู้จัก “ความจริง” ทางการเมือง และ “ความเป็นไปได้ทางการเมือง” ที่เหมาะสมกับประเทศชาติ อาทิ ทำอย่างไรที่จะให้มีผู้แทนประชาชนชาวไทยที่ไม่กระจุกอยู่กลุ่มทุนหรือคนรวยเท่านั้น ลดการผูกขาดของอำนาจจากส่วนกลาง และการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น เป็นต้นด้วยเหตุนี้ การปฏิรูปทางการเมืองจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปความคิดเสียก่อน สิ่งที่ท้าทายมาโดยตลอดคือ ปฏิรูปจากวิถีชีวิตแบบไทยๆ ไปสู่วิถีชีวิตที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก ทบทวนซ้ำไปซ้ำมา และมีการถอดบทเรียนเพื่อประเมินถึงจุดเด่น จุดด้อย ในการสร้างความรักชาติให้มีเสถียรภาพต่อไป
3.ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีหลายองค์กรที่อาจถูกมองข้ามไป ไม่ได้เข้ามาเป็นหน่วยงานตามหน้าที่ของการส่งเสริมการพัฒนาการเมือง ได้แก่
“สภาพัฒนาการเมือง” ที่มีพื้นฐานมาจากสภาองค์กรชุมชนอันเป็นหน่วยงานที่ได้ชื่อว่าเป็นการฝึกฝนเสริมสร้างประชาธิปไตยระดับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะการมีกิจกรรมปรึกษาหารือ ถกเถียง และสามารถเชื่อมโยง นำไปสู่การสะท้อนปัญหาต่างๆ ได้หลายมิตินอกจากนี้ ยังมี
“สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เสนอแนะในมิติเศรษฐกิจและสังคมให้กับรัฐบาลโดยตรง และมีโครงข่ายเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ทั้งประเทศ “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)” ที่ได้ทำหน้าที่การพัฒนาชุมชนมาโดยตลอด ทั้ง 3 องค์กรนี้ได้รับงบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ก็ยังสอบไม่ผ่านที่จะเป็นผู้นำหลักในการปฏิรูปประเทศไทยและการเมืองดังนั้น จึงไม่อยากให้คณะกรรมการต่างๆ รวมถึงรัฐบาลมองข้ามองค์กรเหล่านี้ (ยังไม่รวมภาครัฐบาล กระทรวงต่างๆ) หรือทำให้เป็นรถไฟที่ตกขบวน หรือไม่ได้ให้ความสำคัญ ต่างคนต่างทำหน้าที่ โดยไม่มีการประสานความร่วมมือ ทั้งๆ ที่ตัวบุคคลที่อยู่ในองค์กรเหล่านี้อาจเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันก็ได้ เพราะแนวคิดเรื่องคน คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป คนที่มีความเหลื่อมล้ำมักจะเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรงในการปฏิรูปทุกสำนัก จึงขอเรียกร้องผ่านกูรู และปรมาจารย์ทุกสำนัก ผู้นำองค์กรทุกภาคส่วนควรชำระจิตให้บริสุทธิ์ มีประเทศชาติเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนา ได้โปรดทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ไม่มีเขา ไม่มีเรา มีแต่ประโยชน์แห่งชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย...







