
เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับทรัพย์สินทางปัญญา
...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น มีได้ทั้งสิทธิบัตร โดยเฉพาะสิทธิบัตรออกแบบ เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ซึ่งแต่ละเรื่องก็มีกฎหมายคุ้มครองแต่ละฉบับแตกต่างกันออกไป เช่น ในส่วนของสิทธิบัตรก็มีพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 เครื่องหมายการค้าก็มีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และลิขสิทธิ์ก็มีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะกล่าวสั้นๆ และยกตัวอย่างให้มีความเข้าใจกันอย่างกว้างๆ ว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรืออีกนัยหนึ่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาที่กล่าวข้างต้นอย่างไร ผู้อ่านส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่าผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ มีความเกี่ยวข้องเฉพาะลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ถูกต้อง ผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจเกี่ยวข้องเฉพาะเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ แต่ผลิตภัณฑ์บางอย่างก็อาจเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียวจริงตามที่เข้าใจกัน ถ้าดูตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น Naraya ซึ่งสุภาพสตรีหลายท่านคงรู้จักดี ผลิตภัณฑ์นี้เป็นกระเป๋าต่างๆ เช่น กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง กระเป๋าใส่เครื่องห้องน้ำ และเป็นผลิตภัณฑ์ของคนไทย ที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ ชนิดที่หากนักท่องเที่ยวมาเมืองไทย โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและไต้หวัน ก็ต้องมาซื้อกันกลับไป ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็เริ่มตั้งแต่การเลือกเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง เมื่อสินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น จะป้องกันไม่ให้ถูกลอกเลียนเครื่องหมายการค้า เพราะหากถูกลอกเลียนก็สามารถแจ้งความจับกุม และดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ลอกเลียนได้ กระเป๋า Naraya มีรูปแบบต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความน่ารัก เป็นผู้หญิง มีลักษณะโดดเด่นของคนไทย แบบแต่ละแบบอาจถือเป็นลิขสิทธิ์ในส่วนของศิลปะร่วมสมัยก็ได้ หรือจะจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรออกแบบก็ได้ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร หากแบบถูกลอกเลียนก็สามารถแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้ลอกเลียนได้เช่นกัน หรือจะถือว่าแบบที่ออกเป็นลิขสิทธิ์ ก็ไม่ต้องจดทะเบียน อาจใช้วิธีแจ้งข้อมูลไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อมีการลอกเลียนแบบก็สามารถแจ้งความจับกุมและดำเนินคดีได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์สินทางปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรืออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นั่นก็คือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องเนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวคือ นอกจากสินค้านั้นจะต้องผลิตในแหล่งภูมิศาสตร์ หรือในจังหวัด หรือเมือง หรือหมู่บ้านที่ใส่ชื่อไว้ เนื่องจากการผลิตให้มีคุณภาพหรือลักษณะนั้นๆ ได้ ต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ลม น้ำ สภาพภูมิศาสตร์นั้นๆ แล้ว การผลิตให้ได้คุณภาพเช่นนั้น จะต้องเนื่องมาจากวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาด้วย เช่น ผ้าไหมยกดอกลำพูน และแพรวากาฬสินธุ์ เป็นต้น ต่างก็มีลวดลายถักทอที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งแตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละที่ หรือเครื่องแก้วเจียระไน
“โบฮีเมีย” ของสาธารณรัฐเช็ก ก็แสดงถึงวัฒนธรรมและลวดลายศิลปกรรมที่ตกทอดกันมาของคนในแถบนั้น เป็นต้นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นี้ มีประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่เป็นมรดกตกทอดกันมา ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีพระราชบัญญัติแยกต่างหากให้ความคุ้มครอง เป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546
ในกระบวนทรัพย์สินทางปัญญาที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การออกแบบ ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
ในส่วนของลิขสิทธิ์นั้น มีอาณาเขตกว้างขวางมาก ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องใกล้ชิดจริงๆ จึงค่อนข้างสับสนจนเรียกทุกอย่างเป็นลิขสิทธิ์หมด ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องใกล้ตัวเรามาก ไม่ว่าจะเป็น ภาพเขียน ภาพวาด ประติมากรรม การแกะสลัก รูปปั้น เพลง ดนตรี วรรณกรรม นิยาย การ์ตูน โคลงกลอน บทละครและการแสดง การออกแบบต่างๆ ภาพยนตร์ ท่าเต้นรำ หรือร่างรำต่างๆ รวมไปถึงตำราเรียน คู่มือ สุนทรพจน์ เอกสาร และ Software ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ทั้งสิ้น โดยผู้สร้างสรรค์มีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ ฯลฯ รวมถึงมีกรรมสิทธิ์ด้วย จึงมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่มากมาย โดยเฉพาะในต่างประเทศ
ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะมึนงงกับเรื่องนี้ ขอยกตัวอย่างเป็นการคลายเครียดไปก่อนที่จะเข้าในเนื้อหาสาระอีกครั้งในฉบับหน้า โดยขอยกตัวอย่างในเรื่องที่เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นลิขสิทธิ์ และเป็นเรื่องที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือเรื่อง
“ดาวินชี่โค้ด” (Da Vinci Code) ซึ่งหลายท่านคงได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันไปแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง และเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า ผลงานสร้างสรรค์ได้ก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจ และเป็นผลต่อเนื่องไปยังภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ซึ่งในที่นี้คือ การท่องเที่ยว มีการไปท่องเที่ยวตามรอยในภาพยนตร์เรื่อง Da Vinci Code เช่นเดียวกับภาพยนตร์เกาหลีอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขอกลับมาสู่เรื่องการฟ้องร้องในลิขสิทธิ์ต่อ เรื่อง Da Vinci Code นี้จัดเป็นนวนิยาย ซึ่งแต่งโดย แดน บราวน์ จึงเป็นลิขสิทธิ์ของเขา และจัดเป็นงานสร้างสรรค์เมื่อนำมาเป็นภาพยนตร์ แต่ แดน บราวน์ ถูกฟ้องโดย Michael Baigent และ Richard Leigh ผู้เขียนข้อเท็จจริงอิงประวัติศาสตร์เรื่อง
“The Holy Blood and The Holy Grail” ซึ่งถือเป็นหนังสือประเภทที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “NonFriction” โดยหนังสือดังกล่าวนำเสนอหลักฐานที่พยายามพิสูจน์ว่า มีการสืบสายเลือดของพระเยซูคริสต์ต่อเนื่องมาจนเป็นราชวงศ์ของฝรั่งเศส “Merovingian Dynasty” โดยโจทก์ฟ้องว่า แดน บราวน์ ลอกเลียนแบบที่โจทก์สร้างความเกี่ยวโยงในเรื่องการสืบสายเลือดไปใช้ในเรื่อง Da Vinci Code ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่า แดน บราวน์ ลอกสาระสำคัญของตัววรรณกรรมไป เพราะเรื่อง The Hold Blood and The Holy Grail นั้น ส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ จึงไม่ได้รับการคุ้มครอง แต่กลับฟ้องวิธีการหรือรูปแบบที่โจทก์สร้างความเกี่ยวโยงของสายเลือด อย่างไรก็ตามศาลได้ตัดสินให้ถือว่า แดน บราวน์ ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของ Michael Baigent และ Richard Leigh เพราะแม้จะชัดเจนว่าภรรยาของ แดน บราวน์ มีการศึกษาวิจัยจากหนังสือหลายๆ เล่ม รวมทั้ง The Holy Blood and The Holy Grail จริง แต่ก็เป็นการค้นคว้าวิจัยมาเพื่อใช้เป็นข้อมูลให้ แดน บราวน์ เขียนนวนิยายเรื่อง Da Vinci Code ไม่ใช่การจงใจลอกเลียนผู้เขียนคงต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อน จะกลับเข้ามาคุยกันเรื่องลิขสิทธิ์ต่อไปใหม่ในคราวหน้า







