posttoday
เนชั่นแนลทรัสต์แห่งอังกฤษ (3)

เนชั่นแนลทรัสต์แห่งอังกฤษ (3)

07 มิถุนายน 2559

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

นอกจากพื้นที่สาธารณะอย่างบึงวิคเคน สวนและอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างบ้านพักพระที่อัฟริสตันแล้ว เนชั่นแนลทรัสต์ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์โบราณสถาน

โบราณสถานแห่งแรกที่เนชั่นแนลทรัสต์ซื้อมาดูแลรักษา คือ “ไวท์บาร์โรว์” (White Barrow) สิ่งก่อสร้างโบราณซึ่งเชื่อว่าเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่ทุ่งราบซัลส์เบอรีย์ ใกล้หมู่บ้านทิลส์เฮดในเมืองวิลต์เชียร์

ไวท์บาร์โรว์ เป็นแนวกองหินโบราณ ยาว 77.5 เมตร กว้าง 47 เมตร สัณฐานคล้ายรูปเรือดำน้ำ การตรวจสอบอายุพบว่ามีอายุราว 3,500-4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช นักโบราณคดีชื่อ โคลต์ ฮอร์ (Colt Hoare) ได้ขุดสำรวจเนินดินพบส่วนที่เชื่อว่าน่าจะเป็นซากของไม้ที่มีลักษณะเหมือนโลงศพ สถานที่แห่งนี้จึงเชื่อว่าเป็นสุสานของบุคคลสำคัญสมัยโบราณใน
ยุคหินใหม่

เนชั่นแนลทรัสต์ซื้อไวท์บาร์โรว์มาเมื่อปี 2452 ในราคา 60 ปอนด์ โดยได้เนื้อที่รอบๆ รวม 2.75 เอเคอร์ หรือ 11,100 ตารางเมตร ช่วงนั้นกระทรวงกลาโหมได้ไปกว้านซื้อที่ดินรอบๆ เพื่อเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของกองทัพด้วย

ในปี 2541 มีตัวแบดเจอร์พ่อแม่ลูกครอกหนึ่งรวม 7 ตัว เข้ามาขุดโพรงเข้าไปในไวท์บาร์โรว์ ตัวแบดเจอร์เป็นสัตว์สี่เท้าขนาดเท่าสุนัขจิ้งจอก เท้าคล้ายเท้าหมี หัวสีขาวมีแถบสีดำสองแถบบนหัว ชอบอยู่ในโพรง และออกมาหากินกลางคืน การที่มีฝูงแบดเจอร์เข้าไปขุดโพรงเช่นนั้นย่อมเป็นอันตรายต่อโบราณสถาน ทางเนชั่นแนลทรัสต์จึงขออนุญาตเข้าไป “จัดการ” โดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรับผิดชอบ คือหน่วยงานดูแลธรรมชาติของอังกฤษ (English Nature) และหน่วยงานดูแลมรดกของชาติ (English Heritage) เนชั่นแนลทรัสต์ใช้วิธีขุดโพรงภายนอกตัวโบราณสถาน ล่อให้ตัวแบดเจอร์ออกไปอยู่ในโพรงใหม่ ปิดโพรงเดิมแล้วทำรั้วกั้นไม่ให้มันกลับเข้าไปอีก

ภายในโพรงที่ตัวแบดเจอร์เจาะเข้าไป พบหินเหล็กไฟ (Flints) เครื่องดินเผายุคหินใหม่ ภาชนะยุคโลหะ และพบชิ้นส่วนของเขากวางด้วย

สถานที่ที่เนชั่นแนลทรัสต์เข้าไปดูแลยังมีอีกมากมาย จะขอกล่าวถึงอีกสัก 2 แห่ง

แห่งแรก คือ สวนสาธารณะแบรนเดิลฮาว (Brandlehow Park) ซึ่งมีทะเลสาบอยู่ในอาณาบริเวณ สิ่งที่เนชั่นแนลทรัสต์สนใจเป็นพิเศษ เมื่อคิดจะเข้าไปครอบครองเพื่อดูแลสถานที่นี้ คือบริเวณชายฝั่งทะเลสาบ เพราะเกรงว่าเจ้าของโรงงานผู้มั่งคั่งทางภาคเหนือจะเข้าครอบครองไปเป็นเจ้าของ แล้วสร้างบ้านพักตากอากาศ (Villa) สร้างรั้วกั้น ซึ่งจะทำให้บริเวณริมทะเลสาบกลายเป็นสมบัติส่วนตัว มิใช่สมบัติสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าไปได้ เมื่อมีการประกาศขายที่ดินบริเวณนั้นในปี 2445 เนชั่นแนลทรัสต์มีเวลาราว 6 เดือนในการระดมทุนเป็นเงิน 6,500 ปอนด์เพื่อซื้อ โดยการเชิญชวนประชาชนให้ตระหนักถึงปัญหา เกิดความหวงแหน เข้ามาร่วมลงทุน และประสบความสำเร็จ สามารถซื้อที่ดินนั้นมาดูแลได้

ในพิธีเปิดสวนสาธารณะแห่งนี้ ออคตาเวีย ฮิลล์ หนึ่งในบุคคลสำคัญผู้ก่อกำเนิดเนชั่นแนลทรัสต์ กล่าวกับผู้มาร่วมงานว่า “สถานที่แห่งนี้เป็นของท่านทุกคน ของผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กทุกคนในอังกฤษ ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง”

แห่งที่สอง เป็นเรื่องของการเข้าไปดูแลชายฝั่งทะเลของประเทศ โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งมีการศึกษาพบว่าฝั่งทะเลยาวราว 3,000 ไมล์ของอังกฤษ เวลส์ และ ไอร์แลนด์เหนือ มีเพียงพันไมล์เท่านั้นที่ได้รับการดูแลและพัฒนาดีแล้ว ราว 1 ใน 3 ไม่ใคร่น่าสนใจ อีกราว 1 ใน 3 มีความงดงาม มีคุณค่าสมควรเข้าไปปกปักรักษา เพราะพบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้าไปตั้งกองคาราวาน และทำให้บริเวณเหล่านั้นทรุดโทรมลง เนชั่นแนลทรัสต์จึงตั้งโครงการเอนเตอร์ไพรส์เนปจูน (Enterprise Neptune) ขึ้นในปี 2508 ตั้งเป้ารณรงค์ปกปักรักษาชายฝั่ง โดยใช้โอกาสในการเฉลิมฉลอง 200 ปี สงครามทราฟัลการ์ ที่กองทัพเรืออังกฤษนำโดย  ลอร์ดเนลสัน ได้ชัยชนะอย่างงดงามในยุทธนาวีที่ทราฟัลการ์ โครงการดังกล่าวสามารถรักษาชายฝั่งส่วนนี้ไว้ได้ราว 700 ไมล์ จาก 1,000 ไมล์นั้น

คำขวัญของเนชั่นแนลทรัสต์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ระยะแรกๆ คือ “เพื่อทุกๆ คน ตลอดไป” (For ever, For everyone)

แต่เพราะเนชั่นแนลทรัสต์เป็นองค์กรการกุศล มีสถานะเป็นองค์กรเอกชน แม้จะบริหารโดยคณะบุคคล แต่ก็อาจมีปัญหา และไม่สามารถรักษา “ทรัพย์สมบัติอันทรงคุณค่าของชาติ” ไว้ “เพื่อทุกๆ คน ตลอดไป” ได้ เพื่อป้องกันปัญหาสำคัญนี้ เซอร์โรเบิร์ต ฮันเตอร์ 1 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้งเนชั่นแนลทรัสต์ ซึ่งเป็นนักกฎหมาย ได้ร่างกฎหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อสภา กำหนดหลักการสำคัญ คือ “หลักของการถ่ายโอนไม่ได้” (Principle of inalienability) กำหนดว่าทรัพย์สมบัติที่คณะกรรมการบริหารของทรัสต์กำหนดว่าถ่ายโอนไม่ได้ จะขายหรือถูกบังคับขายโดยอำนาจใดๆ มิได้ จะต้องคงเป็นทรัพย์สมบัติของสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบ โดยต้องออกเป็นพระราชบัญญัติโดยรัฐสภาเท่านั้น

กฎหมายดังกล่าวรัฐสภาให้ความเห็นชอบเมื่อปี 2450

เดิมเนชั่นแนลทรัสต์บริหารโดยกลุ่มบุคคลชั้นสูงจำนวนไม่มาก ซึ่งสามารถดำเนินงานมาด้วยดี จนได้รับความเชื่อถืออย่างสูง ทั้งจากประชาชนและทางการ แต่โครงสร้างการบริหารเช่นนั้น ย่อมทำให้เนชั่นแนลทรัสต์ไม่เป็นทรัพย์สมบัติของประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในทศวรรษ 1960 คือการมุ่งกระจายอำนาจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการสมัครเป็นสมาชิกได้ทุกกลุ่มอายุ เป็นผลให้เนชั่นแนลทรัสต์เติบโตอย่างมากในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันเนชั่นแนลทรัสต์บริหารโดยคณะกรรมการบริหาร (Board of Trustees) จำนวน 12 คน ซึ่งแต่งตั้งและกำกับดูแลโดยสภา ซึ่งประกอบด้วยกรรมการสภา 52 คน คณะกรรมการสภา 52 คนนี้ 26 คน เลือกโดยสมาชิก อีก 26 คน แต่งตั้งโดยองค์กรอื่นที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเนชั่นแนลทรัสต์ เช่น สมาคมดิน (Soil Association) สมาคมพืชสวนหลวง (Royal Horticultural Society) สภาโบราณคดีแห่งอังกฤษ (Council for British Archeology) ในระดับปฏิบัติการเนชั่นแนลทรัสต์ แบ่งการบริหารออกเป็นเขต ทำงานเชื่อมโยงกับรัฐบาลท้องถิ่น สำนักงานใหญ่ของเนชั่นแนลทรัสต์ปัจจุบันอยู่ที่สวินดอน

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว