
ตั้งหัวขบวนหาช่องรื้อระบบน้ำตาล
สอน.เตือนอุตฯรอบคอบห่วงกระทบชาวไร่อ้อยปรับตัวไม่ทันยากแข่งขัน‘บราซิลออสซี’
สอน.เตือนอุตฯรอบคอบห่วงกระทบชาวไร่อ้อยปรับตัวไม่ทันยากแข่งขัน‘บราซิลออสซี’
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษารายละเอียดการปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาล ตามที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม มอบหมาย คณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ศึกษาโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทั้งหมด ทั้งเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า การปรับโครงสร้างระบบอ้อยและน้ำตาลทราย หรือการปรับมาใช้ราคาน้ำตาลระบบกึ่งลอยตัว คงจะต้องพิจารณาความเข้มแข็งของชาวไร่ในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพผลิตประกอบด้วย เพราะต้องใช้เวลาในการปรับตัวนาน
ขณะนี้ไทยมีผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ระดับ 1011 ตัน เปรียบเทียบกับประเทศบราซิลและออสเตรเลียมีผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 15 ตัน ความได้เปรียบเสียเปรียบจึงยังมีอยู่มาก ไทยจึงต้องพัฒนาให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ให้ลดลง และต้องมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นก่อน ถึงจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ
สถานการณ์ปีนี้ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี 2552/2553 คาดว่าจะเฉลี่ยสูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้น และจะไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยอย่างแน่นอน ขณะที่ราคาอ้อยขั้นต้นในฤดูกาลผลิต 2553/2554 ตอนนี้ยังไม่มีการประเมินปริมาณผลผลิต แต่ราคาคงไม่น่าจะตกลงมาก เพราะทำราคาขายน้ำตาลโควตา ข (โควตาเพื่อการส่งออก) ล่วงหน้าไปแล้วที่ระดับเฉลี่ย 19 เซนต์ต่อปอนด์ ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ค่อนข้างดี
ขณะที่การกระจายน้ำตาลในส่วนที่ซื้อคืนมานั้น ต้องทำให้เกิดความชัดเจน จึงต้องมีการตรวจสอบว่าน้ำตาลทุกกระสอบที่ซื้อคืนมาอยู่ไหน เช่น ท่าเรือ หรือโรงงาน อยู่ในความครอบครองของใคร แต่ละแห่งมีจำนวนเท่าไร เป็นน้ำตาลคุณภาพตรงกับที่ตกลงซื้อไว้หรือไม่ และต้องพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันที ซึ่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) มีสิทธิที่จะรับมอบได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ จึงต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนก่อนที่จะจ่ายเงิน
สำหรับแนวทางการกระจายน้ำตาล ขณะนี้ได้คัดสรรไว้ 30 ราย เพื่อที่จะได้เข้ามาช่วยกระจายน้ำตาลให้ถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึงที่สุด โดยคาดว่าจะกระจายได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และน่าจะทำให้ปัญหาการตึงตัวลดลง โดยปริมาณน้ำตาลทรายที่เหลือจากการขึ้นงวดเพื่อรอขาย (ค้างกระดาน) ณ วันที่ 6 ส.ค. 2553 มีจำนวน 1.44 ล้านกระสอบ แบ่งเป็นน้ำตาลในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ 5.14 แสนกระสอบ และกระทรวงอุตสาหกรรม 9.30 แสนกระสอบ
นายวิฑูรย์ กล่าวถึงการกระจายน้ำตาล 2.79 แสนกระสอบ ที่ซื้อคืนมาว่า ตอนนี้ได้ให้ผู้ค้าส่ง (ยี่ปั๊ว) ทั้ง 16 ราย ที่เป็นรายใหญ่ เสนอแผนกระจายน้ำตาลมายังคณะกรรมการขายน้ำตาลภายในวันที่ 10 ส.ค. แต่ละรายจะรับน้ำตาลไปจำนวนเท่าไร กระจายไปยังพื้นที่ไหนมาบ้าง คณะกรรมการจะพิจารณาดูว่า หากยี่ปั๊วทั้ง 16 ราย สามารถกระจายได้ครอบคลุมแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมียี่ปั๊วรายอื่นเข้ามาเพิ่มเติม แต่ถ้ายังไม่พอก็จะให้รายอื่นเสนอแผนเข้ามา แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 30 ราย







