
ปตท.ปั้นหุ้นค้าปลีก
ปตท.เตรียมนำธุรกิจค้าปลีก 6-7 หมื่นล้าน เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ปี 2560 คาดไตรมาส 3 ศึกษาเสร็จ
ปตท.เตรียมนำธุรกิจค้าปลีก 6-7 หมื่นล้าน เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ปี 2560 คาดไตรมาส 3 ศึกษาเสร็จ
นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อนำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ ปตท.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยได้ว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เจพี มอร์แกน และ บล.ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ หลังจากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ ปตท.เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป และคาดจะเข้าจดทะเบียนในปี 2560
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นธุรกิจค้าปลีกจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท ภายหลังเข้าจดทะเบียนจะมีระบบควบคุมการบริหารกำหนดแผนธุรกิจให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับปี 2558 ที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกของ ปตท.สามารถสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) ถึงกว่า 1 หมื่นล้านบาท หรือ 22% ของธุรกิจทั้งหมด การนำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเข้าระดมทุนใน ตลท.เพื่อต้องการแยกกิจการน้ำมันออกมาให้ชัดเจน รองรับการเติบโตในระยะยาว โดยมูลค่าทรัพย์สินของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอยู่ในระดับกว่า8 หมื่นล้านบาท ประกอบไปด้วยธุรกิจปั๊มน้ำมัน ธุรกิจก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) คลังน้ำมัน และธุรกิจบริการที่ไม่ใช่น้ำมัน เช่น ร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ร้านกาแฟอเมซอน ชาไข่มุกเพิร์ลลี่ ศูนย์บริการยานยนต์ Fit station PROcheck เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำแบรนด์ไก่ทอด Texas Chicken เข้ามาเปิดตลาดในประเทศ
ปัจจุบัน ปตท.มีสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศกว่า 1,450 แห่ง และมี เป้าหมายจะเพิ่มเป็น 2,000 แห่งภายในปีนี้ โดยพัฒนาสถานีบริการภาพลักษณ์ใหม่ครบวงจรในรูปแบบ PTT Park พร้อม
ขยายธุรกิจค้าปลีกในสถานีบริการให้ครอบคลุมรองรับความต้องการของลูกค้าให้ทั่วถึง ซึ่งในส่วนของถนนสายหลัก ปตท.เป็นผู้นำสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
เจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของบริษัท ปตท. เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ปตท.คาดว่าจะศึกษาความเป็นไปได้เรียบร้อยในไตรมาส 3 ของปีนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่จากธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า บริษัทหลักทรัพย์กสิกรได้รับการว่าจ้างให้คำปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับ ปตท.ด้วยเช่นกัน
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ไตรมาสแรกปีนี้ธุรกิจค้าปลีกของ ปตท.สร้างอีบิตดาให้ถึง 15% ของธุรกิจทั้งหมดของบริษัท ในอนาคตหากนำธุรกิจนี้เข้าจดทะเบียนจะสร้างมูลค่าที่สูงกว่าธุรกิจพลังงานของ ปตท. เพราะเป็นธุรกิจที่ผันผวนน้อย ทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่า การแยกธุรกิจออกมาจะทำให้ ปตท.รับรู้กำไรจากธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น และนักลงทุนแยกความเสี่ยงจากการลงทุนได้ดีขึ้น







