posttoday
สังคมผู้สูงอายุ

สังคมผู้สูงอายุ

02 มิถุนายน 2559

คุณอรุณเจ้าของคอลัมน์นี้ มีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศอีกแล้ว ผมก็ต้องมารับหน้าที่มวยแทนเช่นเคย

คุณอรุณเจ้าของคอลัมน์นี้ มีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศอีกแล้ว ผมก็ต้องมารับหน้าที่มวยแทนเช่นเคย

ระยะนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับผู้สูงอายุในเมืองไทยบ่อย เนื่องจากว่าเมืองไทยเริ่มเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุเต็มตัว โดยในปัจจุบันผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี มีจำนวนประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 28 ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ปัญหาต้องเกิดอย่างแน่นอน เพราะคนสูงอายุจำนวนมากจะถูกบังคับให้หยุดทำงานเมื่อถึงวัยเกษียณ ในขณะที่แรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจะน้อยกว่าจำนวนคนที่ออก ผลผลิตต่อเศรษฐกิจก็จะน้อยลงไปด้วย ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่เพียงเท่านั้นนอกจากคนสูงอายุจะไม่สามารถที่ส่วนช่วยในการสร้างผลผลิตให้กับประเทศแล้ว ยังจะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะคนสูงอายุก็ยังต้องกินต้องใช้อยู่

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก็ไม่แตกต่างไปจากอีกหลายประเทศ นั่นก็คือหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันแต่งงานกันช้าลงหรือบางคนก็เลือกที่จะเป็นโสด หรือบางคู่แต่งงานกันแล้วก็ไม่ยอมมีลูก ด้วยว่าเป็นภาระในการเลี้ยงดู

ลำพังถ้าฝ่ายสามีทำงานคนเดียว โดยภรรยาเป็นฝ่ายเลี้ยงดูลูกที่บ้าน หลายครอบครัวจะประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวให้มีความสุขได้ แต่ถ้าหากไปทำงานด้วยกันทั้งสองคน ก็ไม่มีเวลาที่จะมาเลี้ยงดูลูกให้มีความสุขได้ ดังนั้นหลายคู่จึงตัดสินใจที่จะไม่แต่งงานหรือถ้าแต่งงานก็เลือกที่จะไม่มีบุตร

เมื่อเป็นเช่นนี้คนหนุ่มสาวจึงนับวันจะน้อยลง แต่คนสูงอายุนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น ก็เลยทำให้ประเทศเราก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ

เมื่อผู้สูงอายุมีมากขึ้น ภาระของรัฐบาลในการดูแลให้ผู้สูงอายุให้มีความเป็นอยู่ที่ดีจึงสูงตามไปด้วย แต่ภาระที่ว่า ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นจนรัฐบาลเองก็ชักจะรับภาระไม่ไหว

รัฐบาลเองก็เล็งเห็นปัญหานี้ จึงได้มีมาตรการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น เป็นต้นว่าเมื่อก่อนนี้เวลาจ่ายภาษีเงินได้ กรมสรรพากรจะยอมให้หักค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรได้ไม่เกิน 2 คน แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกจำกัดจำนวนก็เพื่อส่งเสริมให้คนมีลูกกันมากขึ้น

แต่ขณะเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาจะลดภาระการให้ค่ายังชีพแก่ผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาทลง

ว่ากันตามจริงลำพังเงินแค่ 600 บาท/เดือน หรือเท่ากับวันละ 20 บาทนั้น ไม่มีคนสูงอายุคนไหนในเมืองใหญ่อยู่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีรายได้จุนเจือจากทางอื่น

หลายคนอาจจะมีเงินจากประกันสังคมบ้าง จะเป็นเท่าไหร่ผมก็จำไม่ได้ แต่มั่นใจว่าจำนวนเงินแต่ละเดือนก็ไม่น่าจะมากนัก

ไม่น่าจะพอยังชีพได้

คนสูงอายุในยุคนี้นับว่ายังโชคดีที่ยังมีบุตรหลานให้ความช่วยเหลือบ้าง แต่ในอนาคตหากคู่แต่งงานเลือกที่จะไม่มีลูกกัน พอถึงวัยสูงอายุก็จะไม่มีคนคอยเลี้ยงดู

คนที่มีบำเหน็จบำนาญก็ยังไม่มีปัญหา แต่คนที่ไม่ได้รับราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจ หากไม่มีแผนการเก็บเงินไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังมีรายได้หรือมีเงินเดือน พอแก่ตัวจะต้องลำบากอย่างแน่นอน

ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจและน่าเศร้าก็คือ ส่วนใหญ่ไม่มีการเตรียมการออมเงินเก็บเงินกันเลย หลายคนอาจจะมีปัญหา คือลำพังจะกินจะอยู่ให้รอดไปในแต่ละเดือนก็ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว จึงไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องการออมเงิน แต่หลายคนก็ไม่เคยคิดถึงอนาคตจริงๆ ขอสนุกกับชีวิตในปัจจุบันอย่างเต็มที่ก่อน

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง วิธีหนึ่งก็คือการบังคับให้ออมเงินทางอ้อม

สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ก็ใช้กฎหมายเงินสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งในปัจจุบันไม่มีการบังคับให้บริษัทเอกชนตั้งกองทุนที่ว่า

หากว่ามีการเก็บเงินในรูปของเงินสำรองเลี้ยงชีพ แม้ว่าจำนวนในแต่ละเดือนอาจจะเล็กน้อย แต่สะสมไปนานๆ ตั้งแต่เริ่มทำงาน เมื่อถึงวัยเกษียณก็ยังเป็นเงินก้อนหนึ่งซึ่งพอจะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนในยามสูงวัยได้ แต่มียังมีบริษัทเอกชนจำนวนมากที่ไม่ยอมต้้งกองทุนแบบนี้ขึ้นมา เพราะเห็นว่าเป็นการเพิ่มภาระทางเงินแก่บริษัท

ถ้าหากมีกฎหมายบังคับให้ทุกบริษัทต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็จะช่วยแก้ปัญหาในอนาคตได้มาก

แต่เมื่อเพิ่มภาระทางการเงินให้กิจการ รัฐบาลก็ควรชดเชย อาจจะยอมให้หักภาษีเงินได้เป็นสองเท่าของที่จ่ายไป ก็จะช่วยส่งเสริมให้อีกหลายกิจการพร้อมที่จะตั้งกองทุนขึ้นมา

รัฐบาลอาจจะต้องสูญเสียรายได้ไปบ้าง แต่ถ้าเทียบกับภาระทางการเงินที่รัฐบาลจะต้องคอยดูแลคนสูงอายุในอนาคต และภาระทางสังคมที่จะเต็มไปด้วยคนสูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองทางการเงินไม่ได้

มันคุ้มกว่ากันเยอะครับ

ที่ผมเน้นคนทำงานกินเงินเดือน ไม่ใช่ว่าไม่สนใจบรรดาพ่อค้าแม่ขาย พวกมีอาชีพอิสระหรือเกษตรกร เพียงแต่เห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีเกษียณอายุ หากยังมีแรงก็ยังสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงชีพไปได้เรื่อยๆ

แต่กลุ่มคนที่กินเงินเดือนนี่ซิปัญหาใหญ่ กินเงินเดือนมาทั้งชีวิต พอเกษียณไปแล้วทำอย่างอื่นไม่เป็นหรอกครับ ต่อให้อยากค้าขายก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

จะไปปลูกผักทำไร่ เก็บพืชผลมาเลี้ยงตัวบ้าง นอกจากจะปลูกไม่เป็นแล้ว ที่ทางที่จะเพาะปลูก
ก็ไม่มี

กลุ่มคนพวกนี้จึงจะเป็นปัญหาใหญ่

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะแก้ปัญหา ผมก็อยากขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้คนกลุ่มนี้ก่อน

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก