
สู่มิติใหม่ของโอท็อป Version 2.0 (1)
โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย
โดย...สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย
เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่กระทรวงมหาดไทยได้มีส่วนสำคัญในการสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาอาชีพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผ่านการดำเนินโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือโอท็อป (OTOP) โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนบนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล (Local Yet Global) หลักการพึ่งตนเองและคิดอย่างสร้างสรรค์ (Self-Reliance-Creativity) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการโอท็อปไปสู่การปฏิบัตินับตั้งแต่การจัดกลไกบริหารและบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการ กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมเครือข่ายผู้ผลิต ส่งเสริมกระบวนการผลิต การยกระดับและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การค้นหาผลิตภัณฑ์หลักและผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด การคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการตลาด ตลอดจนการส่งเสริมให้โอท็อปมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
อาจกล่าวได้ว่า แนวทางการพัฒนาโอท็อปที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ (Product Development) เป็นหลัก โดยมีการจัดระดับผลิตภัณฑ์ออกเป็น 5 ระดับ (1-5 ดาว) ตามคุณภาพมาตรฐานและศักยภาพของผลิตภัณฑ์ผ่านหลักเกณฑ์ในการพิจารณา 3 ด้าน คือ หลักเกณฑ์ด้านผลิตภัณฑ์และความเข้มแข็งของชุมชน หลักเกณฑ์ด้านการตลาด และความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ และหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ ภาครัฐเองได้พยายามกระตุ้นให้ผู้ประกอบการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ่านการดำเนินโครงการส่งต่อองค์ความรู้ การประกวดคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาด ดังที่ได้ปรากฏผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2558 มีผลิตภัณฑ์โอท็อปที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้วทั้งหมดถึง 83,538 ผลิตภัณฑ์ และในขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการประกวดคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ประจำปี 2559 และจะประกาศจัดระดับผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในเดือน มิ.ย.นี้
เพื่อเป็นการต่อยอดการพัฒนาและขับเคลื่อนโอท็อปอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม กอปรกับบรรลุเป้าหมายพื้นฐานอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดแก่ชุมชน แนวคิดการบริหารจัดการโอท็อปในวันนี้จึงได้ถูกยกระดับไปสู่มิติใหม่จากเวอร์ชั่น 1.0 ที่เน้นด้านการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ ไปสู่เวอร์ชั่น 2.0 โดยมีหลักการสำคัญอยู่ที่การจัดระบบการบริหารใหม่เพื่อสร้างกลุ่มคลัสเตอร์โอท็อป
มีการกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ประเภทอาหาร ประเภทเครื่องดื่ม ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย ประเภทของใช้ ของตกแต่งและของที่ระลึก และประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร โดยเน้นพัฒนาคุณภาพและสร้างจุดดึงดูดให้แก่ตัวผลิตภัณฑ์ และใช้กลไก “ประชารัฐ” เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่มิติใหม่เพื่อขับเคลื่อนโอท็อปอย่างบูรณาการ โดยการเชื่อมประสานระหว่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานภาคีอื่นๆ เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม
ภายใต้ร่มเงาของ OTOP Next V.2.0 ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาจากระดับบุคคลหรือระดับกลุ่มไปยังระดับชุมชน กล่าวคือ การส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภูมิปัญญาที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ รวมถึงส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งในปัจจุบันได้มีการขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 93 หมู่บ้าน เพื่อให้หมู่บ้านโอท็อปสร้างอาชีพและรายได้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ในรอบปี 2558 มีรายได้จากการท่องเที่ยวในหมู่บ้านโอท็อปกว่า 762,060,000 บาท (สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน)
หนึ่งในตัวอย่างของหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ บ้านภู ต.บ้านเป้า อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ชาวบ้านภูเป็นชนเผ่าพื้นเมืองคือ “ชาวผู้ไทย” ซึ่งอพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของชุมชนที่ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขา ทำให้มีธรรมชาติที่สวยงามและมีความอุดมสมบูรณ์ บ้านภูในปัจจุบันเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมและมีบ้านพักโฮมสเตย์ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวเข้าพักได้ประมาณวันละ 300 คน
มีการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม เช่น การนำอัตลักษณ์การแต่งกายแบบชนเผ่าผู้ไทยบ้านภูและกิจกรรมวิถีสังคมด้านต่างๆ มาต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมท่องเที่ยว เชิงเกษตรนิเวศ ซึ่งองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้สำรวจและเตรียมการขอขึ้นทะเบียนระบบมรดกการเกษตรโลก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถชื่นชมและเลือกซื้อผ้าไหมลายแก้วมุกดา ซึ่งเป็นลายประจำ จ.มุกดาหาร และผ้าหมักโคลน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อประดับ 5 ดาว ที่ออกแบบและทอโดยชาวบ้านภูได้จากหมู่บ้านแห่งนี้
เมื่อหันไปดูตัวอย่างในต่างประเทศ อยากจะขอกล่าวถึงเมืองเพื่อการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นกรณีศึกษาที่หลายประเทศนำไปขยายผลต่อ และน่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเทียบเคียงกับการพัฒนาหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวของไทยไม่มากก็น้อย ที่เมืองอาจิมุ (Ajimu) ในจังหวัดโออิตะ (Oita) ถือเป็นเมืองที่บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกส่งเสริมในระดับชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของอาจิมุ มุ่งเน้นไปที่การเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชนบทที่ผูกพันกับเกษตรกรรม กิจกรรมฟาร์ม-โฮมสเตย์ของเมืองอาจิมุ มีให้เลือกถึง 15 กิจกรรม ซึ่งผู้มาเยือนสามารถสัมผัสได้หลากหลาย เช่น การชมทิวทัศน์ที่สวยงามของพื้นที่ การปลูกองุ่น ข้าว กีวี และพืชผลอื่นๆ การทำอาหารพื้นเมือง และกิจกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกมากมาย
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในอาจิมุ การดำเนินการเช่นนี้ไม่เพียงทำให้คนในเมืองรับรู้ถึงปัญหาเฉพาะตัวของตนเองแล้ว ยังรับรู้และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกันด้วย ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำในที่นี้คือการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของคนที่นี่ผูกติดอยู่กับวิถีชีวิตที่เป็นจริง ดังนั้นการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงไม่ใช่ประเด็นหลักในการพัฒนา เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นนั่นเอง
OTOP Next V.2.0 ยังมี “ความใหม่” ที่ยังต้องขยายความต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างคนรุ่นใหม่และการพัฒนาโอท็อปในเชิงนวัตกรรม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงโอท็อปไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น







