posttoday
สปท.หนุนแก้พรบ.ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ทันสมัยขึ้น

สปท.หนุนแก้พรบ.ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ทันสมัยขึ้น

31 พฤษภาคม 2559

สปท.หนุนแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารให้ทันกับสภาวการณ์ปัจจุบันมากขึ้น "คุรุจิต" เตือนออกแบบให้อำนาจมากเกินไป อาจเป็นดาบสองคม เปิดช่องทางให้มีการล้วงความลับทางราชการ

สปท.หนุนแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารให้ทันกับสภาวการณ์ปัจจุบันมากขึ้น "คุรุจิต" เตือนออกแบบให้อำนาจมากเกินไป อาจเป็นดาบสองคม เปิดช่องทางให้มีการล้วงความลับทางราชการ

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. การประชุมสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีน.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสปท. คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องการบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ...

นายอนุสิษฐ คุณากร ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวถึงหลักการเหตุผลว่า เชื่อว่าเป็นความต้องการของคนในสังคมที่อยากให้มีการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ ทำให้การบริหารงานราชการทุกมิติเดินไปได้ มีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบ แม้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2540 กำหนดให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคก็มีหลายประการ จึงต้องมีการยกเลิกพ.ร.บ.ดังกล่าว และร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ....ขึ้นมา เพื่อให้ทันกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีความหมายกว้างกว่าไปถึงข้อมูลข่าวสารทุกประเภทรวมถึงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์

น.ส.กวินา กิจกำแหง สปท. ในฐานะคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า จากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรค พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 เมื่อบังคับใช้ไปแล้วปรากฏว่าหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม ยังยึดติดกับวัฒนธรรมการปกปิดข้อมูล มีหน่วยงานราชการที่ปฏิบัติตามเพียง 28% เท่านั้น  จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จึงต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้มีประสิทธิภาพ มีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น โดยพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ.... มีทั้งสิ้น 10 หมวด ในแง่หลักการ ต้องการให้เป็นกฎหมายกลางในการเข้าถึงข้อมูลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสู่สาธารณะ

ทั้งนี้ เว้นแต่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงหรือที่เป็นความลับทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ มีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่สังกัดสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะเปลี่ยนเป็นหน่วยงานระดับกรมแล้วมาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ โดยมีกรรมการ 4 คน ที่เป็นโดยตำแหน่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน โดยมาจากการคัดเลือก

น.ส.กวินา กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ได้กำหนดสาระสำคัญ อาทิ มาตรา 7 กำหนดหน้าที่หัวหน้าหน่วยงานรัฐในการทำช่องทางการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มาตรา 8 กำหนดหน้าที่หน่วยงานของรัฐให้มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะให้ประชาชนรับรู้และแสดงความคิดเห็น เพื่อประกอบการจัดทำและตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ การพิจารณาร่างกฎหมายและโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบ

ในมาตรา 9 ยังกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวกับกิจกรรมการจ่ายเงินงบประมาณหรือได้รับอนุญาต สัญญา สัมปทานหรือสิทธิในการดำเนินการซึ่งอาศัยอำนาจทางกฎหมาย หรืออำนาจของหน่วยงานรัฐหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ สาธารณสมบัติแผ่นดิน ต้องเปิดเผยข้อมูล มาตรา 10 ให้มีช่องทางเปิดเผยหลากหลาย โดยวิธีการอิเล็กทรนิกส์  มาตรา 15 จะต้องพิจารณาตามคำขอ รวมระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้สปท.สอบถาม โดยนายคุรุจิต นาครทรรพ สปท. กล่าวว่า ถือเป็นหลักการที่ดีที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐ แต่คีย์เวิร์ดตรงความสมดุลระหว่างสิทธิเข้าถึงข้อมูลกับสิทธิส่วนบุคคล จากปัญหาที่นำเสนอ องค์กรส่วนท้องถิ่นยังไม่เปิดเผยข้อมูลจนถูกมองว่าถ่วงเวลานั้น ไม่อยากให้มีการสันนิษฐานไปก่อนว่าหน่วยงานราชการมีความต้องการจะปกปิดหรือทุจริต

"การออกแบบให้อำนาจมากเกินไป อาจเป็นดาบสองคม อาจบั่นทอนการทำงานราชการที่สุจริต เปิดช่องทางให้มีการล้วงความลับทางราชการ ทรัพย์สินทางปัญญา คู่แข่งทางการค้า ที่ได้รับการคุ้มครอง ในฐานะที่เคยเป็นข้าราชการและสัมผัสกับเรื่องนี้มา ที่ผ่านมาเคยมีการร้องขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนทั้งที่ยังไม่เป็นที่ยุติ เกรงว่าจะมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปข่มขวัญ ทำลายขวัญข้าราชการบางคนก็ได้ รวมทั้งการกำหนดโทษทางอาญาหากไม่มีการเปิดข้อมูล ดูจะมากเกินไป ให้มีโทษเพียงทางวินัยน่าจะเหมาะสมกว่า"นายคุรุจิต กล่าว

ขณะที่ นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท. กล่าวว่า เป็นร่างพ.ร.บ.ที่จะให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง  เป็นการป้องกันการทุจริตตั้งแต่ฐานราก ให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ เพราะเมื่อมีการใช้เงินใช้ทรัพย์สินของแผ่นดินจึงต้องเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ได้ทำการตรวจสอบหรือร้องเรียนได้หากพบความไม่ชอบมาพากล ทำให้หน่วยงานต้องระมัดระวังมากขึ้น กดดัน ปปช. สตง. ว่ากำลังเผชิญกับคู่แข่งที่สำคัญคือ พี่น้องประชาชน ความกังวลว่าอาจจะเป็นการก้าวก่ายไปถึงภาคเอกชนมากเกินไปหรือไม่นั้น คงไม่ใช่ เพราะถ้าทำมาหากินขายก๋วยเตี๋ยวธรรมดาคงไม่เป็นอะไร หากได้รับสัมปทานจากรัฐให้ขายก๋วยเตี๋ยวได้ ก็เป็นเหตุอันควรที่ต้องเปิดเผย เอกชนที่ทำมาหากินโดยสุจริตไม่ต้องกังวล  สมัยเป็นสว.เคยประสบทางตัน เมื่อขอสัญญาว่าจ้างการซื้อขายข้าวแบบ จีทูจี สิ่งนี้เป็นเหมือนเครื่องมือตรวจสอบให้เกิดการถ่วงดุลมากขึ้น 

"ร่างพ.ร.บ.นี้เป็นการสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เกิดการมีส่วนร่วม ไม่ใช่แบบที่มีคนนิยามประชาธิปไตย 4 วินาที แต่เป็นเผด็จการ 4 ปี ถ้าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านก่อนมีรัฐบาลใหม่ เราสามารถตอบคำถามโลกได้ ในห้วงเวลาเปลี่ยนแปลง เราได้สร้างการมีส่วนร่วมไปสู่ทางสาธารณะ จะเป็นคุณค่าทางประชาธิปไตยที่ประชาชนจับต้องได้ กินได้"นายคำนูณ กล่าว

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดโหวตลงคะแนน โดยมีสมาชิกสปท.เห็นด้วย 154 รายไม่เห็นด้วย 1 ราย งดออกเสียง 4 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะพ.ศ... มีทั้งสิ้น10 หมวด 55 มาตรา ที่น่าสนใจหมวด 10 การคุ้มครอง การบังคับทางปกครอง และบทลงโทษ ในมาตรา 48 ระบุ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการขสธ.ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 49 ผู้ใดกระทำการขอข้อมูลข่าวสารสาธารณะตามพ.ร.บ.โดยเจตนาไม่สุจริตหรือเพื่อแสวงผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ต้องรับโทษทางปกครองไม่เกิน 5 หมื่นบาท

ส่วนมาตรา 50 ให้คณะกรรมการขสธ.มีอำนาจปรับทางปกครองตามหมวดนี้กับหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงความร้ายแรงในการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือคำสั่งของคณะกรรมการขสธ.และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ในกรณีที่ไม่มีการชำราค่าปรับทางปกครองให้ดำเนินการบังคับทางปกครองตามที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก