
นโยบายเศรษฐกิจในฝัน (2)
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนถึงภาพรวมของนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะประเด็นการใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่เรียกว่า “พร่อง-เติม, พอ-หยุด, เกิน-ปัน” โดยสรุปว่าหากนโยบายนี้สามารถผลักดันให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ร่วมมือกับภาครัฐทำได้จริงใน 4 กลุ่มหลัก ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจในแง่จำนวนประชากรประมาณ 80% ของประเทศ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก กลุ่มเกษตรกร กลุ่มธุรกิจพันธุ์ใหม่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ จะทำให้แรงกดดันด้านเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งการเติบโตของจีดีพีและการส่งออก รวมไปถึงการลงทุนภาครัฐที่ต้องเร่งกระตุ้นลดลง และกระจายความมั่งคั่งได้มากขึ้น
ผู้เขียนจึงเรียกนโยบาย ประเทศไทย 4.0 ว่า นโยบายเศรษฐกิจในฝัน หมายความว่า ฝันให้เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะหลายหลักการในนโยบายนี้ขัดกับธรรมชาติของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องขยายตัว ตามทรัพยากรขององค์กรที่มีมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ถือหุ้น การมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสังคมรวมกันเป็นผู้ถือหุ้นนั้น เป็นฝันที่หลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามที่จะให้เกิดขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดมีน้อยองค์กรมากจะทำได้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
สำหรับในส่วนที่สองอยากเน้นเรื่องภายนอกใน 3 ประการ นั่นคือ การปรับเปลี่ยน การป้องกัน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างการส่งออก การเคลื่อนย้ายเงินทุน และการลงทุนทางตรงจากต่างชาติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศตามหลักสากล โดยไม่ไปสร้างภาระให้แก่นักลงทุนเกินความจำเป็น ขอเขียนเป็นประเด็นหลักๆ เลย ดังนี้
1.การปรับเปลี่ยน ซึ่งขณะนี้กำลังมีการกระตุ้นอย่างหนักจากภาครัฐและภาคเอกชนให้มองการส่งออกจากสินค้าประเภทเดิมๆ ธุรกิจเดิมๆ ซึ่งเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่า จะจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศมหาอำนาจทางการผลิตให้ปรับธุรกิจ เช่น การส่งออกวัตถุดิบเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นสินค้าแปรรูป สินค้าที่มีนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนขอสรุปว่ามีสินค้าเพียง 2 ประเภทเท่านั้นที่สามารถทำได้ทันทีและรวดเร็วที่สุด คือเกษตรแปรรูป และภาคบริการทุกชนิดโดยรวมไปถึงการท่องเที่ยวด้วย ทั้งนี้ได้มองเรื่องการกระจายตัวของผู้มีส่วนร่วมประกอบ ว่ามีความเป็นไปได้สูงสุดในการพัฒนาสิ่งนี้ ส่วนด้านเทคโนโลยีระดับสูงต่างๆ มองไม่เห็นว่าจะสามารถแข่งขันได้ในแง่ใดในอนาคตอันใกล้
2.การป้องกัน หมายถึง การให้ความสำคัญต่อสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ว่าการเข้ามานั้นมีสัดส่วนที่มีการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างเป็นธรรมและคุ้มค่าการขอสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ หรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังเกิดขึ้น ทรัพยากรที่ว่า หมายถึงทุน บุคลากร และวัตถุดิบ ทำอย่างไรที่จะให้การเข้ามานั้นมีสัดส่วนของทรัพยากรในประเทศที่ต้องใช้สูงที่สุดที่นักลงทุนสามารถดำเนินธุรกิจได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเข้ามาลงทุนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสายการผลิตของอุตสาหกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ก่อสร้าง อุตสาหกรรมการเกษตร ถ้ามาทั้งทุน แรงงาน วัตถุดิบประเทศจะเสียโครงสร้างในระยะยาว อาจพูดถึงโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไปจากแรงงานต่างด้าวเป็นตัวอย่างได้ ต้องขอย้ำว่าการข้ามชาติเพื่อมาประกอบอาชีพในประเทศต่างๆ นั้นในอนาคตจะมีจำนวนมากขึ้น ทั้งคนไทยข้ามไป และต่างชาติทุกชาติข้ามมา อะไรคือมาตรการเพื่อสร้างความสมดุลต่อสิ่งเหล่านี้ เช่น บริการสาธารณะจะเพียงพอหรือไม่ เพื่อให้การเข้ามาเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่ขัดแย้ง
3.การบังคับใช้กฎหมาย มี 2 มุม มุมแรกคือการมุ่งสู่บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม สากลและเท่าเทียม ซึ่งถูกพูดถึงน้อยมาก ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงการขอออกกฎหมาย จริงๆ ประเทศไทยอาจมีกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจจำนวนมากที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงก็เป็นได้ และในมุมที่สองคือลดการบังคับใช้กฎหมายเกินอำนาจ ซึ่งรวมไปถึงโครงสร้างระบบราชการที่มีความซ้ำซ้อน ซับซ้อน ไม่ดึงดูดและไม่เป็นมิตรต่อนักธุรกิจ ในหลายกรณีที่พบในเรื่องร้องเรียนผ่านคณะกรรมาธิการหลายคณะ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปัญหาเกิดจากการใช้กฎหมายหลายฉบับ หลายหน่วยงาน จนไม่รู้ว่าหน่วยงานใดคือผู้รับผิดชอบ ดังนั้นคำว่าการบังคับใช้กฎหมายในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มกฎหมาย เพิ่มความรุนแรงอย่างเดียว แต่หมายถึงการลดความซ้ำซ้อน และซับซ้อนต่างๆ ด้วย
ทั้งนี้ จาก 4.ประเด็นภายใน (ตอนที่แล้ว) และ 3 ประเด็นภายนอก ผู้เขียนสรุปว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำโดยด่วนและเชื่อว่าในนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่ว่ามีสิ่งเหล่านี้ครบ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ในแง่ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศในอนาคตที่มองเห็นลางๆ ปัญหาคือ จะเดินไปอย่างไร? เพราะถือเป็นการสร้างหลักคิดใหม่ต่อคนทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนเล็กใหญ่ จะใช้อะไรสร้าง? ใช้กฎหมาย? ใช้สำนึก? มองไม่ออก ในตอนสุดท้ายจะเขียนถึงภาคเอกชน เศรษฐกิจประเทศจะไปอย่างไร ภาครัฐเกี่ยวข้องในแง่การกระจายเม็ดเงินไม่มากเท่าเอกชน ลองมองตรงนี้บ้าง ไม่ใช่โทษรัฐบาลทุกรัฐบาลอย่างเดียวเวลาเศรษฐกิจมีปัญหา







