
ไม่มีมิตรแท้/ศัตรูถาวร เวียดนามปรับสมดุลหนุนสหรัฐ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
แม้จะไม่ใช่ผู้นำสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนเวียดนามนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามปี 1975 แต่การเยือนเวียดนามของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ครั้งนี้นับว่าแตกต่างจากเมื่อ 2 ครั้งก่อนในสมัยอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช
สองข้างทางในกรุงฮานอยเต็มไปด้วยภาพโปสเตอร์ต้อนรับการมาเยือนของโอบามา ระหว่างการปิดถนนเพื่อรักษาความปลอดภัยเส้นทางที่ผู้นำสหรัฐนั่งรถผ่านก็มีชาวเวียดนามมารุมล้อมเต็มสองข้างทาง ราวกับมาต้อนรับดาราหรือฮีโร่ขวัญใจของตนเอง ขณะที่โอบามายังเรียกเรตติ้งในยุคโซเชียลมีเดียได้ดี ด้วยการไปนั่งจิบเบียร์ฮานอยแกล้มอาหารท้องถิ่นในร้านเล็กๆ กับเชฟชื่อดัง แอนโทนี บูร์เดน
ไม่มีข่าวว่ามีชาวเวียดนามรื้อฟื้นความหลังช่วงที่ถูกสหรัฐถล่มในสงครามเวียดนาม ไม่มีภาพการชูป้ายประท้วงสหรัฐให้เห็นในการเดินทางเยือนครั้งนี้ นับว่าแตกต่างอย่างมากจากเมื่อครั้งที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนเดินทางเยือนช่วงปลายปี 2015 พร้อมข่าวการประท้วงในหลายพื้นที่ ทั้งที่จีนเป็นทั้งคู่ค้ารายใหญ่และนักลงทุนระดับท็อปเทนในเวียดนามมานาน ต่างจากสหรัฐที่เพิ่งเร่งสปีดขึ้นมาช่วง 1-2 ปีมานี้เอง
ที่สำคัญก็คือ สหรัฐประกาศยกเลิกการห้ามซื้อขายอาวุธหนักกับเวียดนาม ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณอย่างไม่เป็นทางการว่าระดับของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศนี้กลับมาสู่ระดับปกติอย่างแท้จริงแล้ว
หากนี่คือหนึ่งในการปิดจ๊อบนโยบายปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ของโอบามาก่อนอำลาตำแหน่งในปีนี้ ที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในเอเชียมากขึ้น ฝั่งเวียดนามก็ถือเป็นการปรับสมดุลนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่เช่นกัน โดยเปิดรับศัตรูเก่าอย่างสหรัฐให้เข้ามาคานสมดุลกับมหามิตรเก่าอย่างจีน หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-เวียดนาม สั่นคลอนอย่างหนักจากข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และผลักดันให้เวียดนามต้องลุกขึ้นมาเสริมเขี้ยวเล็บให้มากขึ้น
การยกเลิกคำสั่งห้ามซื้อขายอาวุธหนักกับเวียดนาม เรียกความไม่พอใจโดยตรงจากสื่อของทางการจีนที่ออกมาปรามสหรัฐและเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เช่น บทความในสำนักข่าวซินหัวที่ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและเวียดนามไม่ควรกระทบกับ “ประเทศที่สาม” ขณะที่ ไชน่า เดลี ระบุว่า การยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวเป็นการมุ่งเป้าไปที่จีน และจะยิ่งสร้างให้เกิดความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเวียดนามซึ่งเคยเป็นศัตรูกับสหรัฐหันกลับมากลายเป็นมิตร กำลังมองหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทางทหาร และการเมือง
“ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร มีแต่ผลประโยชน์ที่เป็นความแท้จริงและถาวรเท่านั้น” ไชน่า เดลี ระบุในบทบรรณาธิการ
ประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้จากการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะพาราเซล และสแปรตลีย์ ซึ่งเชื่อว่าอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้น ถือได้ว่าเป็นปมใหญ่สุดที่ทำให้เวียดนามต้องปรับสมดุลเกมการเมืองระหว่างประเทศกับจีน หลังจากที่เคยถูกจีนบุกสั่งสอนในปี 1979 และเพิ่งกลับมาฟื้นสัมพันธ์กันดีขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมิน ยุคปลายทศวรรษที่ 90
เป็นที่คาดกันว่าการยกเลิกแซงก์ชั่นห้ามค้าอาวุธหนักของสหรัฐกับเวียดนามนั้น เป็นเพียงการแสดงออกในเชิงนัยต่อจีน มากกว่าจะเป็นการไฟเขียวให้เวียดนามซื้อระบบป้องกันขีปนาวุธ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์คุณภาพสูงจากสหรัฐได้ในตอนนี้ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงินของเวียดนามเอง โดยเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าในอนาคต สหรัฐพร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้านนี้กับเวียดนาม และเวียดนามเองก็สามารถเสริมเขี้ยวเล็บให้ตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน จากปัจจุบันที่อาวุธส่วนใหญ่ยังเป็นของสมัยโซเวียต และมีเสริมมาจากรัสเซียและยุโรปมากขึ้นในช่วงหลัง
ทว่านอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจของต่างชาติที่มีต่อเวียดนามนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จีนมีให้กับเวียดนาม เริ่มที่จะน้อยกว่าที่สหรัฐกำลังจะให้ โดยเฉพาะหลังการร่วมเป็นภาคีในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)
แม้จีนจะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเวียดนามในปี 2013 ด้วยมูลค่าการส่งออกและนำเข้ารวมกันมากกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) ทว่าการเข้ามาลงทุนกว่า 3 หมื่นล้านบาทของอินเทล ในปี 2010 ก็ช่วยให้การส่งออกไปสหรัฐขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของเวียดนามในปีเดียวกัน โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐ 20.9% เมื่อเทียบกับจีน 11.7%
ขณะที่การค้าของเวียดนามขาดดุลจีนเพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,764 ล้านบาท) ในปี 2011 เป็น 2.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในปี 2014 และ 2.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.65 แสนล้านบาท) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2015
สินค้าส่งออกหลักของเวียดนามคือ น้ำมันดิบ ถ่านหิน และสินค้าเกษตร เช่น ผัก ข้าว และมันสำปะหลัง มีมูลค่าประมาณ 5,000-6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.78-2.13 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบกับมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐที่เวียดนามจ่ายเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าอุปโภคบริโภค จากจีน
นอกจากนี้ แม้ชาวจีนจะเป็นผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดับ 1 ในเวียดนาม โดยนักท่องเที่ยวจีนพุ่งไปมากกว่า 1.4 ล้านคน ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2015 และคิดเป็น 22% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เข้าไปเที่ยวเวียดนาม ทว่าการใช้จ่ายของชาวจีนกลับเฉลี่ยน้อยกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่น โดยใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 711 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 หมื่นบาท) หรือคิดเป็นวันละ 90 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,204 บาท) ซึ่งเท่ากับ 63% ของการใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ
ผลการศึกษาหลายสำนักระบุตรงกันว่า เวียดนามจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากข้อตกลงทีพีพี แม้อุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศที่มีศักยภาพการผลิตสูงกว่า ขณะที่ทีพีพียังแฝงข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยา ซึ่งจะกลายเป็นการจำกัดความสามารถในการออกยาราคาถูกที่ผลิตโดยเวียดนามเอง อย่างไรก็ตาม เวียดนามจะได้รับประโยชน์จากการลดกำแพงภาษีส่งออกไปยังสหรัฐและญี่ปุ่น ประเทศสมาชิกทีพีพี ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 และ 3 ของเวียดนาม โดยเฉพาะภาคส่วนอาหารทะเลและรองเท้า
จากข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และสถาบันปีเตอร์สัน พบว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากทีพีพีมากถึง 10% ภายในปี 2030 ขณะที่มูลค่าการส่งออกของเวียดนามจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ภายในปี 2030 เช่นกัน เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงอย่างมาเลเซีย ที่จะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 8% ภายในปี 2030 และการส่งออกอีก 20.1% ในปี 2030
นอกจากนี้ การเยือนเวียดนามในครั้งนี้ของโอบามา ยังพาทีมนักธุรกิจติดตัวไปด้วย และทำให้โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกสัญชาติสหรัฐ ได้สัญญาขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737 แม็กซ์ 200 จำนวน 100 ลำ ให้กับสายการบินเวียตเจ็ท สายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ของเวียดนาม คิดเป็นมูลค่า 1.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4 แสนล้านบาท) โดยจะทยอยส่งเป็นเวลา 4 ปี เริ่มต้นปี 2019
แน่นอนว่า เวียดนามไม่สามารถดำเนินความสัมพันธ์แบบเลือกข้างสหรัฐ 100% ได้ เพราะปัจจุบันจีนยังคงเป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนามภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน และจีนก็กำลังผลักดันการค้าเสรียกภูมิภาคในลักษณะเดียวกับทีพีพี หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) พร้อมตั้งเป้าให้เวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนจากในกลุ่มอาเซียนในปี 2016 นี้ หลังจากที่เพิ่งเร่งการค้าและการลงทุนกับเวียดนามมากขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว







