
ปฏิรูปภาษี2ปีคสช. ยังไม่ถึงเป้าหมาย
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของประเทศเป็นภารกิจที่สำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวเรือใหญ่ เพราะเป็นโจทย์ใหญ่ต้องแก้ไขเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงและมั่งคั่งอย่างไรก็ตาม ความพยายาม 2 ปีในการปฏิรูปภาษีของ คสช. ต้องถือว่าเดินได้ตามแผนพอสมควร แต่ก็ยังห่างจากเป้าหมายที่ได้วางโรดแมปไว้อยู่อีกมาก
ตามแผนการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลัง มีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้เพียงพอรายจ่าย การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และการสร้างความเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำ
ช่วงแรกที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศได้ให้ความสำคัญการปฏิรูปภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนรวยและจนเป็นอันดับแรก เดินหน้าให้มีการเก็บภาษีมรดก เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และตัดลดภาษีคนรวยที่ได้ให้น้อยลง ซึ่งในส่วนของการเก็บภาษีมรดกมีผลบังคับใช้แล้ว แต่กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงมาก จากที่จะเก็บภาษีจากผู้รับมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% เป็นเก็บส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 5% ทำให้ภาษีมรดกเป็นได้แค่สัญลักษณ์การแก้ความเหลื่อมล้ำ แต่ในทางปฏิบัติกลับล้มเหลวไม่สามารถเก็บภาษีจากคนรวยได้จริง
ในส่วนของการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เดินหน้ามาพร้อมกับการเก็บภาษีมรดก แต่ถูกเบรกเพราะประชาชนที่มีบ้านและนายทุนต่อต้านอย่างหนัก โดยล่าสุดมีการเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอีกครั้ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีบ้านอยู่อาศัยจากยกเว้นไม่เก็บบ้านที่ราคาไม่เกิน 50 ล้านบาท จากร่างกฎหมายเดิมกำหนดไม่เกิน 1 ล้านบาท ทำให้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีแนวโน้มเป็นเหมือนการเก็บภาษีมรดก ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางสังคมได้
สำหรับในส่วนของการยกเลิกภาษีที่ให้คนรวยต้องถือว่าล้มเหลว เพราะว่า 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย จากเดิมที่เคยมีแนวคิดจะยกเลิกการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ที่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ปีละ 3 แสนบาท แต่ปรากฏว่านอกจากไม่ตัดแล้วยังมีการขยายเวลามาตรการนี้จากที่จะสิ้นสุดในปี 2559 ออกไปอีก 3 ปี ไปเป็นสิ้นปี 2562
ดังนั้นในแง่ของปฏิรูปภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำต้องถือว่า คสช.สอบตก เพราะไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังอาจจะทำให้มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นจากเดิม
สำหรับการปฏิรูปภาษีด้านเพื่อหารายได้ให้เพียงพอรายจ่าย รัฐบาลมีการดำเนินการแก้ไขกฎหมายของกรมสรรพสามิตครั้งใหญ่ รวบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 7 ฉบับ ทำให้เหลือฉบับเดียว มีสาระที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนฐานราคาที่ใช้ในการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นราคาขายปลีก ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถทำราคาหน้าโรงงานหรือสำแดงนำเข้าต่ำเพื่อเสียภาษีให้น้อยได้อีกต่อไป ส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลเดินมาถูกทางและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ให้การสนับสนุน เพราะการเก็บภาษีที่เป็นธรรมชัดเจนโปร่งใสทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย
อย่างไรก็ตามในแง่ของการปฏิรูปภาษีเพื่อหารายได้เพิ่มในส่วนของการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% รัฐบาลไม่กล้าเดินหน้าเพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมือง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยอ่อนแอเกินกว่าคาด การขึ้นภาษีแวตเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ ทำให้การปฏิรูปภาษีในส่วนนี้สะดุดไป โดยรัฐบาลพยายามทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมต่อกับระบบการเสียภาษีของกรมสรรพากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีให้มากขึ้น โดยไม่ต้องขึ้นอัตราแวต ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีแต่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีระบบถึงจะเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศในระยะสั้นและกลางมีปัญหา เพราะจากการประเมินของกระทรวงการคลังหากเก็บภาษีแวตเป็น 10% จะได้ภาษีเพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาท แต่ในการดำเนินการทำระบบอี-เพย์เมนต์ยังไม่สามารถบอกได้ว่าอีกกี่ปีถึงจะทำให้การเก็บภาษีของประเทศเพิ่มขึ้นได้ 2 แสนล้านบาท
เมื่อสรุปในส่วนของการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศ ต้องถือว่า คสช.เดินมาได้ครึ่งทาง ส่วนเส้นทางที่เหลือเป็นเหมือนทางสามแพร่งที่ คสช.และรัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะเพิ่มรายได้โดยการขึ้นแวต หรือรอระบบอี-เพย์เมนต์ทำงานให้เต็มที่เพื่อให้เก็บภาษีได้เพิ่ม
สุดท้ายการปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ในแง่ของการดำเนินการที่ผ่านมาต้องถือว่ารัฐบาลสอบผ่าน เพราะมีการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการจำนวนมาก ทั้งมาตรการชั่วคราวกระตุ้นให้มีการลงทุน หรือมาตรการถาวรให้มีการเข้ามาตั้งสำนักงานตัวแทนในไทย มาตรการภาษีที่ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ทำให้ภาระผู้เสียภาษีลดลงจากเดิมคนมีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี เป็นคนมีรายได้เดือนละ 2.6 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี ถึงแม้ว่าจะมีผลบังคับใช้รายได้ปี 2560 และยื่นแบบในปี 2561 ซึ่งยังต้องรอไม่มีผลทันทีเหมือนกับการลดแลกแจกแถมภาษีให้กับผู้ประกอบการและนายทุนก็ตาม
เมื่อดูจากภาพรวมการปฏิรูปภาษีที่ คสช.และรัฐบาลดำเนินการมา 2 ปี ต้องถือว่าการเดินหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรื่องภาษีมีคนได้คนเสีย ส่งผลให้การปฏิรูปภาษีที่ออกมาบางใหญ่ไม่เข้าเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เห็นได้ชัดจากการปฏิรูปภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในส่วนที่เดินหน้าได้น้ำได้เนื้อก็คือด้านการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับงานที่เหลือค้างอยู่ก็ยังเป็นงานสาหัสของ คสช.และรัฐบาล โดยเฉพาะการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าจะทำออกมาเสียของเหมือนกับการเก็บภาษีมรดกหรือไม่ รวมถึงการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ว่ารัฐบาลกล้าหาญพอที่จะเพิ่มอัตราแวตตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง และองค์กรการเงินระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกที่เสนอเรื่องนี้มาหลายปีต่อเนื่อง
ส่งผลให้การปฏิรูปภาษีที่เหลือเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่า คสช.และรัฐบาลจะสอบผ่านทำให้การปฏิรูปภาษีเป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศให้เดินหน้าขยายตัวได้อย่างมั่นคงมีเสถียรภาพ







