
อ่อนประชาสัมพันธ์
ความสับสนวุ่นวายอันเกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจของประชาชนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบเอทีเอ็ม จากการเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็กมาเป็นการเก็บข้อมูลในชิป โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่จะไม่ถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลด้วยวิธีการสกิมมิ่ง จนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงมาก
ความสับสนวุ่นวายอันเกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจของประชาชนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบเอทีเอ็ม จากการเก็บข้อมูลบนแถบแม่เหล็กมาเป็นการเก็บข้อมูลในชิป โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่จะไม่ถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลด้วยวิธีการสกิมมิ่ง จนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงมาก
ทุกธนาคารกำหนดว่าผู้ที่มาทำบัตรเอทีเอ็มใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไปจะได้บัตรชิปหมด แต่ผู้ที่ถือบัตรแถบแม่เหล็กสามารถทยอยมาเปลี่ยนบัตรและใช้บัตรแถบแม่เหล็กต่อไปได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 พอขึ้นวันที่ 1 ม.ค. 2562 บัตรเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็กจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป แต่คนทั่วไปกลับเข้าใจว่าควรจะรีบไปเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นจะใช้บัตรต่อไปไม่ได้
ปัญหาอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มที่ ธปท. และสมาคมธนาคารไทยพูดเหมือนกันคือค่าธรรมเนียมเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ประชาชนเข้าใจว่าการนำบัตรแถบแม่เหล็กไปเปลี่ยนเป็นบัตรชิปไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเปลี่ยนบัตร ที่เดิมธนาคารจะเรียกเก็บเฉพาะกรณีบัตรหายหรือชำรุด แต่การไปเปลี่ยนบัตรเพราะถูกบังคับให้เปลี่ยน ไม่ควรจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำบัตรใบละ 100 บาท แต่ธนาคารก็เรียกเก็บพร้อมค่าธรรมเนียมรายปีอีก 200 บาท รวมเป็นเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนบัตร 300 บาท ที่บางคนก็จ่ายไปแล้ว และบางธนาคารบอกว่าจะคืนค่าธรรมเนียมรายปีเข้าบัญชีให้บางส่วน
เงินจำนวนนี้อาจจะไม่มาก แต่จำนวนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 60 ล้านบัตร หากคิดเป็นเงินเรื่องที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มโดยไม่มีทางเลือกก็นับว่าเยอะ นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์เองก็มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงระบบอีกมากโข การเปลี่ยนแปลงระบบรอบนี้ใช้เงินจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าเปลี่ยนแปลงระบบแล้ว จะไม่มีการโจรกรรมข้อมูลในบัตรเอทีเอ็มได้อีก
นี่เป็นเพียงแค่การปรับปรุงระบบบางส่วน ยังสร้างความสับสนและวุ่นวายพอสมควร ทำให้น่ากังวลใจว่า หากมีการใช้ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) เต็มรูปแบบ จะเกิดความสับสนวุ่นวายอย่างไร ซึ่งกระทรวงการคลังระบุมาชัดเจนแล้วว่า จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าสู่ระบบอี-เพย์เมนต์ ด้วยการนำเอาเลขที่บัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และสมุดบัญชีธนาคารไปลงทะเบียนได้ที่ธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.นี้ ซึ่งต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นธนาคารเอกชนหรือธนาคารของรัฐ
เรื่องนี้จะต้องพูดให้ชัดเจนว่าผู้ที่จะต้องรีบไปลงทะเบียนเป็นใคร คนไทยทุกคนหรือประชาชนที่จะต้องรับความช่วยเหลือจากภาครัฐก่อน เพราะไม่ใช่คนไทยทุกคนที่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพหรือรัฐสวัสดิการอื่นๆ จากรัฐบาล แต่กรมสรรพากรจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีของรัฐบาลในอนาคตอีกทางหนึ่งด้วย
ส่วนค่าธรรมเนียมการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์ก็ยังไม่มีการกำหนดใดๆ ออกมา หากมาในแนวเดียวกับเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มคือบอกว่าจะคิดค่าธรรมเนียมให้ถูกลงเพราะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้อี-เพย์เมนต์ แต่สุดท้ายก็คิดค่าบริการเท่าเดิม กลายเป็นว่าการลงทุนเปลี่ยนระบบทั้งหมดนี้มีการผลักภาระการลงทุนมาให้ประชาชนด้วย
การจะปรับปรุงระบบที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ รัฐต้องชี้แจงและอธิบาย ทำการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายเหมือนเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็ม







