posttoday
เศรษฐกิจฟุบ สินเชื่อแบงก์พลาดเป้า

เศรษฐกิจฟุบ สินเชื่อแบงก์พลาดเป้า

23 พฤษภาคม 2559

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของไตรมาสแรกปี 2559 เติบโต 3.2% แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศเศรษฐกิจที่รับรู้กันค่อนข้างซบเซา ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้

ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งต่างตั้งเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ไว้ไม่สูงมาก เพราะคาดคะเนล่วงหน้าแล้วว่ากว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเกิดกิจกรรมการลงทุน ก็ปาเข้าไปครึ่งปีหลัง

ทว่า ผ่านมา 4 เดือนกว่าก็เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ แล้วว่าเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อที่ตั้งไว้ต่ำอยู่แล้ว มีโอกาสที่จะพลาดเป้าได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ ตามปัจจัยพื้นฐานของประเทศ อัตราการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบธนาคารพาณิชย์จะเติบโตประมาณ 1.5-2 เท่าของจีดีพี แต่ตัวเลขสินเชื่อในไตรมาสแรกของปี 2559 ที่รายงานโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรากฏว่าสินเชื่อเติบโต 3.1% เท่านั้น น้อยกว่าจีดีพีเสียอีก

การที่สินเชื่อเติบโตเท่ากับจีดีพี สะท้อนว่า ธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับความต้องการสินเชื่อยังมีไม่มากนัก เพราะผู้ประกอบการไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม ในเมื่อกำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำและการบริโภคในประเทศอ่อนแอ

หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนตัวเลขสินเชื่อได้ คือ การลงทุน เน้นหนักไปที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ที่จะเป็นแกนหลักของกิจกรรมเศรษฐกิจอื่นที่จะตามมา จากการลงทุนของภาคเอกชนผู้ชนะการประมูลไล่ลงไปถึงซัพพลายเออร์ตามห่วงโซ่

ย้อนกลับไปดูประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ระบุถึงธุรกิจดาวรุ่งที่สามารถเติบโตได้ดีในปีนี้ ประกอบด้วย กลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และกลุ่มโทรคมนาคม เป็นผลพวงจากการประมูล 4จี

แต่ใกล้จะจบครึ่งปีแรกยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนของการลงทุนขนาดใหญ่จากภาครัฐ ธนาคารที่ให้วงเงินสินเชื่อแก่ลูกค้าที่รับงานภาครัฐไปแล้วก็รอเก้อ เมื่อยังไม่มีการเบิกใช้มากมายนัก เช่น ให้สินเชื่อสร้างโรงงานทำหมอนรถไฟ แต่โครงการของรัฐไม่ได้คืบหน้า ก็ได้แต่ซื้อที่ดินและสร้างโรงงานรอไปก่อน ยังไม่เกิดการผลิตจริง

สถานการณ์ที่พอจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ตีปีกคึกคักได้ เห็นจะเป็นการประมูล 4จี ที่มีวงเงินมหาศาล ธนาคารต่างเข้าไปออกแบงก์การันตีร่วมแก่ลูกค้ารายใหญ่ อย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ใบอนุญาต 2 ใบ ทั้งคลื่น 900 MHz และ 1800 MHz รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท

ส่วน แจส โมบาย บรอดแบนด์ ที่ทิ้งใบอนุญาต ก็ไม่มีปัญหา เมื่อเอไอเอส มีโอกาสที่จะเข้ามารับช่วงต่อสูงมาก ซึ่งนั่นจะทำให้เอไอเอสเป็นผู้ประกอบการอีกรายหนึ่งที่สามารถประมูลใบอนุญาตได้ 2 ใบ และแน่นอนว่าต้องใช้แบงก์การันตีของธนาคาร

อย่างไรก็ดี การออกแบงก์การันตีเป็นเพียงวงเงินค้ำประกันในระยะแรก แต่จะมีการแปลงเป็นสินเชื่อในระยะต่อไปสำหรับการลงทุนขยายโครงข่ายและพัฒนาคุณภาพสัญญาณ ดังนั้นอาจจะมีผลต่อตัวเลขสินเชื่อของธนาคารไม่มากในปีนี้

ผลลัพธ์จึงสะท้อนผ่านตัวเลขสินเชื่อในไตรมาสแรก สินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นความหวังของธนาคารนั้นมีการขยายตัวเพียง 1.5% โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ทรงตัวที่ 0.2% เนื่องจากมีการชำระหนี้คืนจำนวนมาก และสินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว 2.5%

ส่วนสินเชื่อที่เติบโตอยู่ คือ สินเชื่อรายย่อยหรือสินเชื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งประกอบด้วย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิต โดยที่อัตราขยายตัว 7.3% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 7.1%

ปีนี้ของภาครัฐเหลือเพียง 4 เดือน จะหมดปีงบประมาณ แต่สำหรับเอกชนแล้วยังมีเวลาอีก 7 เดือน ก็ยังมีความหวังว่าในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ จะมีการเร่งรัดโครงการลงทุนและเร่งรัดการเบิกจ่ายออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีเอกชน

ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกจะเติบโตใกล้ 3% และในครึ่งปีหลังจะเติบโตราว 3-4% ซึ่งคาดว่าจะทำให้สินเชื่อในครึ่งปีหลังขยายตัวมากขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6-7% โดยเห็นสัญญาณสินเชื่อในไตรมาส 2 เติบโตดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ทรงตัว หรือขยายตัวเพียง 0.22% เท่านั้น

“การปล่อยสินเชื่อธนาคารในช่วงไตรมาสแรกยังพอไปได้ แต่ก็มีการชำระคืนหนี้มากเช่นกัน” ปรีดี กล่าว

ด้าน วรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สินเชื่อในไตรมาสแรก ติดลบ 1.83% ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ว่าจะต้องเติบโตในระดับเดียวกับจีดีพี เป็นผลมาจากที่ธนาคารมีความเข้มงวดคุณภาพสินเชื่อ จึงเน้นความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในแง่ความต้องการสินเชื่อยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ตั้งเป้าเติบโตสูงถึง 30% ยังเป็นไปตามเป้าหมาย แต่สินเชื่อรายย่อยต่ำกว่า
เป้าหมาย จากยอดปฏิเสธสินเชื่อสูง หลังความสามารถชำระหนี้ผู้กู้ด้อยลง

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยยังไม่ปรับเป้าหมายสินเชื่อ โดยคาดหวังว่าผ่านกลางปีนี้ไปเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับคืนมา เมื่อนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะคลายความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อลง

“ครึ่งปีหลังยังมีโอกาสที่สินเชื่อจะขยายตัวมากขึ้น ถ้าเศรษฐกิจฟื้นได้จริง เราก็พร้อมคลายนอตให้หลวมขึ้นเพื่อให้สินเชื่อไปได้ เช่น เดิมหากข้อมูลเครดิตบูโรขึ้นสีแดง จะไม่รับเลย ก็อาจจะเริ่มมาดูข้อมูลอื่นประกอบด้วย” วรภัค กล่าว

การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในครึ่งปีหลัง ยังมีแรงสนับสนุนจากดีลใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก ตามกระแสพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยเฉพาะดีลยักษ์การซื้อกิจการค้าปลีกของห้างบิ๊กซีที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ดีล คือ บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น ในเครือของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ซื้อกิจการบิ๊กซีในประเทศไทย และเครือเซ็นทรัล ซื้อกิจการบิ๊กซีในเวียดนาม

ดีลยักษ์ซื้อธุรกิจบิ๊กซี จากกาสิโนของฝรั่งเศส มูลค่าเป็นแสนล้านบาทนี้ ผู้ซื้อฝั่งไทยได้ใช้บริการทางการเงินของธนาคารไทยเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อระยะสั้น (บริดจ์โลน) และสินเชื่อระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อนั้นจะผูกกับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องฝากความหวังไว้ที่การส่งออก ช่วงชิงตลาดให้ได้ยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว

และต้องกลับมาเน้นย้ำหนักๆ อีกครั้งกับการลงทุนภาครัฐที่ต้องเกิดขึ้นจริงเสียทีในครึ่งปีหลัง อย่าได้ปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไปนาน ไม่เช่นนั้นมาตรการระยะสั้นที่กระทรวงการคลังทยอยออกมาเพื่อพยายามประคองเศรษฐกิจให้ติดเครื่องต่อเนื่องระหว่างรอเศรษฐกิจจริงพลิกฟื้นขึ้น อาจจะอ่อนแรงลงไปก่อน

ไม่ว่าภาคธนาคารจะสามารถสร้างรายได้เสริมจากค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ ได้ แต่ต้องยอมรับว่า สินเชื่อยังคงเป็นรายได้หลักของธุรกิจการเงิน ที่จำเป็นต้องผลักดันให้เติบโตต่อเนื่อง สร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจธนาคารในฐานะเส้นเลือดหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ

แต่จากการที่เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอ่อนมากจนแทบจับสัญญาณไม่ได้ ก็น่าเป็นห่วงว่า ปี 2559 อาจจะเป็นปีที่เหนื่อยของธนาคารเป็นปีที่ 3 จากสินเชื่อไม่โตตามเป้าและต้องพะวงกับการดูแลคุณภาพหนี้
ต่อไปอีกปีหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ