
หนองแซงโมเดลกับการผุดโรงไฟฟ้ากลางทุ่งนา?
...วิทยา ปะระมะ
เรื่องโรงไฟฟ้าที่มีปัญหากับชุมชนโดยรอบเป็นเรื่องคลาสสิกตลอดกาลสำหรับประเทศไทย ซึ่งภาครัฐไม่ได้เรียนรู้ที่จะสร้างจุดสมดุลระหว่างการพัฒนากับการอยู่ร่วมกับชุมชน ทำให้ยังคงมีแนวโน้มที่จะเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับชุมชน นายทุนเจ้าของโครงการกับชุมชน จนเกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มผู้คัดค้านและผู้สนับสนุนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ล่าสุดในพื้นที่ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะก่อสร้างในเร็วๆ นี้ เดิมทีพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่เกษตรกรรม มีระบบชลประทานปกคลุมเป็นร่างแหทั่วพื้นที่ โดยมีเส้นเลือดใหญ่คือคลองระพีพัฒน์และคลองเพียวเสาไห้ ป้อนน้ำทำการเกษตรสามารถเพาะปลูกได้ 5 ครั้งใน 2 ปี สร้างผลผลิตข้าวได้ไร่ละ 80100 ถัง
กระทั่งปี 2548 จ.สระบุรี ได้จัดทำผังเมือง โดยกำหนดให้พื้นที่ อ.หนองแซง เป็นเขตอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ซึ่งหากประกาศบังคับใช้ผังเมืองอย่างเป็นทางการจะทำให้โรงงานขนาดใหญ่ไม่สามารถก่อสร้างในพื้นที่นี้ได้ แต่หลังการทำประชาพิจารณ์ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ร่างผังเมืองดังกล่าวก็ยังไม่ได้ประกาศใช้เสียที จนเป็นช่องว่างให้บริษัทเอกชนมากว้านซื้อที่เพื่อสร้างโรงไฟฟ้า
โดยปี 2550 บริษัท เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น ซัพพลาย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท กัลฟ์ เจพี เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 มากว้านซื้อที่จำนวน 300500 ไร่ เพื่อทำโครงการโรงไฟฟ้าหนองแซง กำลังผลิต 1,600 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จนสร้างกระแสความไม่พอใจให้กับชาวบ้าน จนชาวบ้านต้องออกมาต่อต้านเนื่องจากหวั่นส่งผลกระทบต่อชุมชน
ตี๋ ตรัยรัตนแสงมณี หนึ่งในผู้คัดค้านโครงการดังกล่าว บอกว่า ชาวหนองแซงไม่เห็นด้วยกับโครงการที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ จะส่งผลต่อชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมทันที ขณะเดียวกันจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อม ไอน้ำปริมาณมหึมาและมลพิษทางปล่องระบายอากาศขนาดใหญ่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ผลผลิตข้าวพืชผลต่างๆ เสียหายตามไปด้วย
ตี๋ ยกตัวอย่างจากโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 ซึ่งดูดน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไปใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งตามกฎแล้วหากน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยกว่า 285 ล้าน ลบ.ม. โรงไฟฟ้าต้องหยุดการผลิตเพื่อจะได้นำน้ำที่เหลือสำรองไว้สำหรับการเกษตรกรรม แต่ในปีนี้น้ำในเขื่อนมีน้อยอยู่แล้ว แต่กรมชลประทานยังคงปล่อยให้โรงไฟฟ้าเดินเครื่องสูบน้ำ จนกระทั่งน้ำในเขื่อนเหลือแค่ 80 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่งมาหยุดสูบเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2553 นี้เอง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องน้ำเสียที่โรงไฟฟ้าจะก่อสร้างท่อน้ำทิ้งปล่อยลงใต้แม่น้ำโดยตรง แทนที่จะวางท่อไว้เหนือน้ำ ซึ่งมองว่าขาดความโปร่งใส เพราะไม่รู้ว่าโรงไฟฟ้าจะเปิดปิดน้ำทิ้งเมื่อไหร่ และไม่สามารถตรวจวัดคุณภาพน้ำได้เพราะท่ออยู่ใต้น้ำ
ทั้งนี้ หลังจากบริษัท เพาเวอร์ฯ เริ่มซื้อที่จนได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็นำที่ดังกล่าวไปทำโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซง โดยยื่นซองประมูลและได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะการประมูลเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในเดือน พ.ย. 2550 หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้คัดค้านของชาวบ้าน จนต้องฟ้องศาลปกครองเพื่อขออำนาจศาลสั่งระงับการดำเนินโครงการ
โดยวันที่ 23 มี.ค. 2553 ที่ผ่านมา ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์วิถีชีวิตเกษตรกรรมกว่า 70 คน ได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเป็นจำเลย ข้อหาละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าตามสมควรในการประกาศใช้ผังเมือง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเสียหายและถูกละเมิดสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี
เนื่องจากหน่วยงานรัฐได้อนุญาตให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในระหว่างที่ผังเมืองยังไม่มีการบังคับใช้ แม้ว่าศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ขัดต่อร่างผังเมืองจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งศาลได้รับฟ้องในวันที่ 6 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา และมีการนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 17 มิ.ย. 2553
อย่างไรก็ตาม ก่อนวันนัดไต่สวนเพียง 2 วัน คือ วันที่ 15 มิ.ย. 2553 นั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก็ได้ออกใบอนุญาตแก่บริษัทดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย ทั้งที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองเลย โดย กกพ. ให้เหตุผลว่าออกใบอนุญาตไปก่อนแล้วค่อยไปประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนในภายหลัง
...การพัฒนาที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เอาโรงไฟฟ้าไปไว้กลางทุ่งนามันก็วุ่นวายอย่างนี้แหละ







