
มหากาพย์รถเมล์ 4 พันคันสุดท้ายก็ยังถูก ดอง
โครงการเช่าและซ่อมแซมบำรุงรักษารถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นเชื้อเพลิง
โครงการเช่าและซ่อมแซมบำรุงรักษารถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นเชื้อเพลิง
หรือโครงการเช่ารถโดยสารเอ็นจีวี 4,000 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม เป็นโครงการที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในมหากาพย์โครงการเมกะโปรเจกต์ของประเทศไทยก็ว่าได้
ทั้งนี้ เพราะโครงการนี้ได้ถูกผลักดันจากกระทรวงคมนาคมมาหลายยุคหลายสมัย เริ่มตั้งแต่จุดเริ่มแรกของโครงการที่กำเนิดมาจากแค่โครงการเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลของรถเมล์ ขสมก.ให้มาเติมก๊าซได้ ด้วยงบประมาณเพียง 2,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการต่อยอดโครงการนี้ไปเรื่อย จนกลายเป็นเช่ารถเมล์ใหม่ทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถให้เข้ากับจำนวนรถเมล์ใหม่ การใส่เทคโนโลยีต่างๆ เข้าไป อย่างเช่นระบบจีพีเอส ระบบจัดเก็บเงินอัตโนมัติ ทำให้โครงการนี้มูลค่าเพิ่มเป็น 1.2 แสนล้านบาทในช่วงแรก ก่อนถูกปรับลดลงเหลือ 6.7 หมื่นล้านบาทในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของกระทรวงคมนาคมภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทยก็ชัดเจนมากขึ้น เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจที่มองไม่เห็นในรัฐบาลไม่น้อย เพราะงบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาทนั้นแสนจะหอมหวนไม่น้อย แม้ว่าที่ผ่านมา ครม.จะตีกลับแผนดังกล่าวไปหลายหนแล้วก็ตาม
การที่กระทรวงคมนาคมเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 10 ส.ค.นี้ เป็นการกดดันอะไรหรือไม่ เพราะในวันที่ 1819 ส.ค.นี้ เป็นช่วงเวลาที่จะมีการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2554 ซึ่งรัฐบาลต้องการเสียงโหวตทุกเสียงที่มี ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ใช้คัดค้านโครงการนี้ เป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งสัญญาการเช่าออกเป็น 2 งวด งวดละ 2 สัญญานั้น ไม่ได้ทำให้ราคาค่าเช่าลดลง เนื่องจากจำนวนรถเมล์ที่ให้ประกอบในแต่ละงวดนั้นลดลง ประกอบกับจากการสำรวจกำลังการผลิตรถเมล์ของเอกชน พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมรถสามารถผลิตรถเมล์ได้ 250300 คันต่อเดือน หรือ 2 ปี ไม่เกิน 6,0007,000 คัน ซึ่งการประมูลของเอกชนแบบอีออกชันจึงทำไม่ได้
นอกจากนี้ สศช. ยังระบุว่า แผนการเช่ารถเมล์ของ ขสมก.นั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยไม่ได้นำเรื่องรถเมล์ที่จะปลดระวางจากโครงการรถเมล์ฟรีจำนวน 800 คัน เข้าไปร่วมในแผนด้วย ซึ่งในแผนรถเมล์ 4,000 คัน ไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการให้บริการรถเมล์ฟรี 800 คัน เพราะ ขสมก.เสนอแผนว่าจะให้ ครม.ยกเลิกมติ ครม.ที่ให้ขายรถเมล์เก่าทั้งหมด โดยจะให้นำรถเมล์เก่ากลับมาใช้เป็นรถเมล์ฟรี ซึ่ง สศช.ย้ำว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากหากนำรถเมล์เก่าซึ่งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมาวิ่งให้บริการรถเมล์ฟรี จะทำให้รัฐบาลมีต้นทุนที่สูงจากค่าน้ำมัน และทำให้มีมลพิษมากขึ้นด้วย
ขณะที่กระทรวงการคลังนอกจากจะท้วงในเรื่องของแผนการล้างหนี้และสร้างกำไรของ ขสมก.แล้ว กระทรวงการคลังยังมองทะลุไปถึงการค้ำประกันเงินกู้ค่าก่อสร้างอู่ประจำทางจำนวน 1,000 ล้านบาทอีกด้วย โดยย้ำว่าหาก ขสมก.ต้องการกู้เงินจำนวนนี้ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายหนี้สาธารณะ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการหนี้สาธารณะที่ รมว.คลัง เป็นประธาน .
ที่สำคัญ สำนักงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ยังศึกษาเรื่องนี้ไม่ครบถ้วนและรอบคอบเพียงพอ เนื่องจากไม่มีแผนการลดภาระเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด ซึ่งจะเสนอให้กระทรวงการคลังตีกลับเรื่องนี้
เมื่อ 3 หน่วยงานหลักตั้งท่าค้านอย่างนี้ คาดว่าโครงการนี้คงต้องถูก “ดอง” เรื่องนี้ไปอีกนาน







