
พระเอกตัวจริง
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โรดริโก ดูเตอร์เต ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ในวันเดียวกัน เลนี โรเบรโด ก็ชนะการเลือกตั้งในตำแหน่งรองประธานาธิบดีด้วย แต่มีความเป็นข่าวน้อยกว่ามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกประเทศฟิลิปปินส์ เพราะโดยทั่วไปเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจ แต่ผมอยากจะบอกว่า มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งรองประธานาธิบดีในครั้งนี้ไม่แพ้ตำแหน่งประธานาธิบดีเลยทีเดียว
ขอพูดเรื่องตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนก็แล้วกันนะครับ ในประเด็นที่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ทราบกัน ดังนี้
หนึ่ง ดูเตอร์เตชนะขาด คะแนนทิ้งห่างที่ 2 เกือบเท่าตัว ทั้งๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่ง คือเบนิญโญ อาคิโน ซึ่งคนฟิลิปปินส์ยอมรับ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ออกมาต่อต้านเขาอย่างเปิดเผย
ลองนึกภาพว่า หากคาคิโน ยังมีสิทธิลงสมัครอีกสมัยก็คงได้คะแนนเสียงท่วมท้น แต่พอไม่มีสิทธิชาวฟิลิปปินส์กลับไปเทคะแนนให้คนที่อาคิโนบอกว่าอย่าเลือก
สอง สื่อนิยมเอาดูเตอร์เตไปเปรียบกับโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในประเด็นพูดจาโผงผาง ไม่คิดให้ดีก่อนพูด เช่นที่เขาบอกว่าจะฆ่าพวกที่ไม่ยอมเลิกพฤติกรรมเลวๆ ให้เลือดนองแผ่นดิน ซึ่งทำให้เขาถูกโจมตีว่าส่อแววเผด็จการ คล้ายกับกรณีที่ทรัมป์บอกจะห้ามมุสลิมเข้าประเทศหรือจะสร้างรั้วกั้นชายแดนเม็กซิโก ซึ่งทำให้ถูกโจมตีว่าเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติและศาสนา แต่ถึงจะพูดแบบไม่ยั้งคิดไปแล้วคะแนนนิยมของทั้งคู่ก็ไม่ตก อาจเป็นเพราะว่า ลึกลงไปแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อว่าทั้งคู่จริงใจและพูดไม่ผิด
แต่มีคำพูดหนึ่งของดูเตอร์เตที่ผมแปลกใจว่า ทำไมไม่กระทบคะแนนนิยม เขาพูดถึงมิชชันนารีหญิงชาวออสเตรเลียที่ถูกฆ่าข่มขืนที่เมืองดาเวาในปี 1989 ด้วยความคะนองปากว่า ในฐานะนายกเทศมนตรีของเมืองนั้น เขาน่าจะได้สิทธิข่มขืนก่อน ตลกร้ายนี้ทำให้มีเสียงประท้วงดังกระหึ่มทั้งในและนอกประเทศ แต่ก็น่าแปลกใจที่ไม่ทำให้คะแนนนิยมของเขาตกต่ำ
ผมสรุปเอาเองว่า อาจเป็นเพราะเกิดเรื่องในช่วงที่ความนิยมในตัวเขากำลังพุ่ง จนสามารถบดบังอาการสะดุดที่น่าจะมีอยู่จริง หากไม่มีเรื่องนี้เขาอาจชนะมากกว่านี้ก็เป็นได้
สาม ส่วนสำคัญของความนิยมในตัวดูเตอร์เตมาจากการที่เขาเป็นคนนอก และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ คนฟิลิปปินส์เบื่อหน่ายระบบการเมืองและนักการเมืองในส่วนกลาง ซึ่งมีภาพลักษณ์ของความไร้ประสิทธิภาพและดีแต่พูด ดูเตอร์เตทำให้ประชาชนเกิดความหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม
สังเกตว่าคนที่มีภาพเป็นคนนอกอีกคน คือเกรซ โป ก็เคยเป็นผู้นำในโพลมาแล้ว แต่ถูกดูเตอร์เตแซงในภายหลัง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะดูเตอร์เตมีผลงานจริงที่มองเห็นได้ง่าย
สี่ คนฟิลิปปินส์นิยมผู้นำที่มีบุคลิกเป็นพระเอก เป็นนักเลง และเป็นคนจริง อาจจะคล้ายกับความนิยมในตัววลาดิมีร์ ปูติน ของชาวรัสเซีย นอกจากดูเตอร์เตแล้ว อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ก็เคยเป็นพระเอกแนวบู๊มาก่อน หรือแมนนี ปาเกียว ก็เป็นนักมวยแชมป์โลก และแม้แต่โปซึ่งประสบความสำเร็จทางการเมืองสูง ก็เป็นที่รู้จักในฐานะบุตรสาวของพระเอกนักบู๊ชื่อดังที่เสียชีวิตไปแล้ว
ห้า ความนิยมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์หรือประเทศไหนเปลี่ยนแปลงและพลิกผันได้เร็วมาก ขึ้นอยู่กับว่ามีประเด็นที่จุดประกายติดหรือไม่ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ในกรณีเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ครั้งนี้ มีการเปลี่ยนผู้นำในโพลหลายครั้ง ผู้นำคนแรกคือโจโจ บิไน อดีตรองประธานาธิบดี คะแนนนิยมรูดลงเป็นลำดับจนในที่สุดแพ้แบบไม่เห็นฝุ่น คนต่อมาคือโป ซึ่งเมื่อถึงวันเลือกตั้งก็หล่นลงไปเป็นที่ 3
หากจำกันได้ ในบ้านเราเองเมื่อ 5 ปีก่อน รัฐบาลตัดสินใจยุบสภาในขณะที่คะแนนนิยมของ 2 พรรคใหญ่ คือประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยสูสีกัน แต่หลังจากการรณรงค์หาเสียงเพียงไม่ถึง 2 เดือน ประชาธิปัตย์กลับแพ้การเลือกตั้งอย่างยับเยิน
หันมาเรื่องการเลือกตั้งรองประธานาธิบดีในครั้งนี้บ้าง ซึ่งผลออกมาพลิกผันอย่างแรงเช่นกัน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
เรื่องแรก บองบอง ลูกชายของอดีตจอมเผด็จการเฟอร์ดินาน มาร์กอส นำหน้าในโพลมาโดยตลอด แต่โรเบรโดก็ไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ในโพลสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง มาร์กอสยังนำอยู่เล็กน้อย
หลังปิดหีบและเริ่มนับคะแนน มาร์กอสทิ้งห่างโรเบรโดในช่วงต้นประมาณล้านคะแนน แต่หลังจากนั้นก็นำน้อยลงเป็นลำดับ จนในที่สุดแพ้โรเบรโดกว่า 2 แสนคะแนน
ค่ายมาร์กอสรีบออกมาโวยวายผ่านสื่อว่า สงสัยจะมีการโกงเลือกตั้งซึ่งค่ายโรเบรโดกับกลุ่มนักวิเคราะห์อิสระท้าทายให้ค่ายมาร์กอสตรวจสอบตัวเลขรายละเอียดที่ตัวเองก็มีอยู่ในมือเสียก่อน
คำอธิบายเรื่องนี้มาจากการที่คะแนนในเขตบ้านเกิดของมาร์กอสทางเหนือของประเทศเข้ามาก่อน ส่วนคะแนนจากทางใต้และหมู่เกาะต่างๆ ที่เป็นฐานเสียงของโรเบรโดเข้ามาทีหลัง
สำหรับเรื่องที่โรเบรโดชนะทั้งๆ ที่โพลบอกว่าแพ้ ผมสรุปเอาเองว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์คล้ายการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 3-4 ปีก่อน คือเกิดกระแสไม่เลือกเรา เขามาแน่ ทำให้มีคนที่ไม่ชอบตระกูลมาร์กอสออกมาเทคะแนนให้โรเบรโดมากเป็นพิเศษ
เรื่องที่สอง มีข่าวลือว่ามีแผนการลับเรียกว่าแพลนบี เพื่อสกัดกั้นทั้งดูเตอร์เตกับมาร์กอสในคราวเดียวกัน คือทำทุกอย่างเพื่อให้โรเบรโดชนะ ได้เป็นรองประธานาธิบดี หลังจากนั้นก็ทำให้ดูเตอร์เตถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพื่อที่รองประธานาธิบดีจะได้สวมแทน
แผนนี้แม้สังคมจะไม่ให้ราคามากนัก แต่หากบังเอิญดูเตอร์เตสะดุดขาตัวเองล้มลงในอนาคต ก็อาจกลายเป็นเรื่องสมจริงสมจังขึ้นมา
เรื่องสุดท้าย แม้มาร์กอสผู้พ่อจะตายไปนานแล้ว แต่บารมีของเขาและของตระกูลยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตบ้านเกิด ภรรยาม่ายของเขาชนะการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแบบไร้คู่แข่ง ลูกสาวของเขาก็ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
อำนาจเงิน ซึ่งตระกูลยังมีอย่างล้นเหลือ แม้จะถูกรัฐบาลตามยึดทรัพย์ไปได้กว่าแสนล้านบาท มีส่วนสำคัญในการรักษาอำนาจและบารมีเอาไว้ ในบ้านเกิดมีพิพิธภัณฑ์ประจำตระกูลที่มีแต่เรื่องคุณงามความดีและความเสียสละเพื่อประเทศชาติ
มีผลงานทางวิชาการที่อธิบายเรื่องนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นก็คือ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกว่าครึ่งในปัจจุบันเกิดหลังเหตุการณ์พลังประชาชนในปี 1986 จึงไม่ซาบซึ้งเรื่องคนหลายล้านคนออกมาเต็มท้องถนนแบบมือเปล่า ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อขับไล่เผด็จการออกไปให้พ้นประเทศ
เมื่อบองบอง มาร์กอส ถูกถามก่อนวันเลือกตั้งว่า นามสกุลมาร์กอส เป็นอุปสรรคต่อการหาเสียงหรือไม่ เขาหัวเราะตอบว่า เป็นตัวช่วยมากกว่า
คนไทยหลายคนฟังแล้วทอดถอนใจ ภาวนาขอให้ชาติบ้านเมืองของเราอย่าได้ประสบชะตากรรมเดียวกัน







